ยิ่งรู้จัก ยิ่งเคารพรักท่าน

เชิญอ่านเรื่องราวอันเป็นมงคล ในวันมงคล  เพื่อความเป็นสิริมงคล

วันจันทร์ท่ี ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ 
วันเกิดด้วยรูปกายเนื้อพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ครบ ๑๓๒ ปี

แผ่นดินรูปดอกบัว สถานที่เกิด

ย้อนไปเมื่อ พ.. ๒๔๒๗ ตรงกับรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ ผืนดินรูปดอกบัวที่แวดล้อมด้วยธารน้ำแห่งตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี มีเด็กชายคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวพ่อค้าข้าว เด็กคนนี้ได้ชื่อว่า สด มีแก้วน้อย

ต่อมา เมื่อเติบใหญ่ได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และครองเพศสมณะเรื่อยมาจนกระทั่งกลายเป็นพระมหาเถระผู้มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา นามว่า พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

ในปีที่เด็กชายสด มีแก้วน้อย ถือกำเนิดขึ้น ระบบการศึกษาของประเทศสยามมีการปฏิรูปครั้งสำคัญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรขึ้นเป็นแห่งแรก และต่อ ๆ มา ก็มีโรงเรียนเกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมือง เพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาทั่วถึงกัน

อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกการเรียนการสอนส่วนใหญ่ยังเป็นรูปแบบเดิม คือ อยู่ในวัด โดยมีพระภิกษุเป็นผู้สอน พระเดชพระคุณหลวงปู่ในวัยเยาว์จึงเข้าเรียนหนังสือที่วัดเช่นเดียวกับเด็กชายไทยส่วนใหญ่ในยุคนั้น
------------------------------

ณ วัดสองพี่น้อง พระเดชพระคุณหลวงปู่เรียนหนังสือไทยและขอมกับพระภิกษุน้าชายของท่าน ต่อมาพระน้าชายลาสิกขา ท่านจึงย้ายไปเรียนต่อที่วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม จนสามารถอ่านเขียนทั้งหนังสือไทยและขอมได้อย่างคล่องแคล่ว

การเล่าเรียนหนังสือไทยและขอมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อกุลบุตรทั้งหลายในยุคนั้น เพราะเมื่อบรรพชาอุปสมบทตามประเพณีของชายไทยแล้ว จะสามารถอ่านหนังสือ คัมภีร์ใบลาน และศึกษาความรู้ในพระไตรปิฎกที่ส่วนใหญ่จารด้วยอักษรขอมได้
-----------------------------

เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่ออกไปช่วยบิดาประกอบอาชีพค้าข้าว ต่อมา ขณะที่ท่านอายุได้ ๑๔ ปี บิดาของท่านถึงแก่กรรม ท่านเป็นบุตรชายคนโตจึงต้องรับช่วงทำธุรกิจค้าข้าว และสามารถก่อร่างสร้างตัวจนกระทั่งมีฐานะดีพอสมควรทั้งที่ยังอยู่ในวัยเยาว์

ในปี พ.. ๒๔๔๖ เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่มีอายุได้ ๑๙ ปี วันหนึ่งท่านเดินทางกลับจากการค้าข้าว ขณะที่นำเรือเปล่ากลับบ้าน ต้องผ่านคลองบางนางแท่นที่มีโจรชุกชุมและเปลี่ยวมาก เสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ นั่งเรือไปก็ระแวดระวังอันตรายไปตลอดทาง

เมื่อผ่านพ้นอันตรายมาแล้ว ท่านเกิดความคิดว่า การหาเงินหาทองเป็นเรื่องที่ลำบากจริง ๆ ต่างคนต่างหาไม่มีเวลาหยุดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบเร่งหาให้มั่งมีก็ไม่มีใครนับถือและคบหา บรรพบุรุษของท่านก็ทำมาดังนี้เหมือนกัน แต่ขณะนี้บรรพบุรุษตายไปหมดแล้ว และตัวท่านก็ต้องตายเหมือนกัน เมื่อตายแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย บิดาที่ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ เสื้อผ้า ข้าวของ หรือแม้แต่ตัวท่าน พี่น้องของท่าน และแม่ของท่าน ก็ไม่ได้ไปด้วยเลย

คิดดังนี้แล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็เกิดธรรมสังเวชอยากออกบวชเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ ท่านจึงจุดธูปบูชาพระ และตั้งจิตอธิษฐานอุทิศชีวิตแด่พระศาสนาว่า ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต

หลังจากตั้งจิตอธิษฐานว่าจะออกบวชตลอดชีวิตแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่ยังคงตั้งใจทำมาหากินต่อไป รวมเวลาที่ทำอาชีพค้าข้าวได้ ๘ ปี สามารถสะสมเงินได้มากพอสมควร จากนั้นท่านมอบเงินจำนวนนี้ให้มารดาเก็บไว้เป็นทุนเลี้ยงชีวิต ท่านจะได้ออกบวชอย่างไม่มีกังวล

วัดสองพี่น้อง สถานที่ออกบวช
ในเดือนกรกฎาคม พ.. ๒๔๔๙ ขณะที่อายุ ๒๒ ปี พระเดชพระคุณหลวงปู่เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทที่วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ฉายาว่า จนฺทสโร

การออกบวชของท่านมิใช่แค่การบวชตามประเพณีเท่านั้น แต่เป็นการบวชที่มีเป้าหมายยิ่งใหญ่ คือ จะทำพระนิพพานให้แจ้ง นำพาตนเองให้พ้นทุกข์

ในเมื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ยิ่งใหญ่สุดประมาณ แค่คิดอย่างเดียวไม่มีทางไปถึงจุดหมายนั้นได้ ดังนั้นเมื่อบวชแล้วท่านจึงใช้เวลาทุกวันอย่างทรงคุณค่า เพื่อก้าวไปให้ถึงจุดหมายนั้น ด้วยการ...

- ทำสมาธิปฏิบัติธรรมทุกวัน ไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียวนับตั้งแต่วันแรกที่ออกบวช

ขวนขวายไปศึกษาหาความรู้จากพระอาจารย์หลายรูป รวมทั้งศึกษาเพิ่มเติมด้วยตนเองจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นคัมภีร์แม่บทของการปฏิบัติธรรม

- ศึกษาค้นคว้าความรู้ในพระไตรปิฎกเป็นเวลาหลายปีจนเชี่ยวชาญภาษาบาลี จากนั้นจึงมุ่งศึกษาธรรมปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
-----------------------

พระเดชพระคุณหลวงปู่ทุ่มเวลาให้กับการทำสมาธิภาวนาอย่างต่อเนื่องทุกวัน ค่อย ๆ สั่งสมความบริสุทธิ์ของใจไปทีละน้อย ๆ ทำให้ใจของท่านหยุดนิ่งมากขึ้นตามลำดับ

ขณะที่ท่านกำลังปฏิบัติธรรมเพื่อแสวงหาความสงบสุขภายในอยู่นั้น ประเทศในอีกซีกโลกหนึ่งกลับทำสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์โดยสิ้นเชิงกับความสงบสุข คือ ก่อสงครามโลกครั้งที่ ๑ ขึ้น (.. ๒๔๕๗)

วัดโบสถ์บน สถานที่บรรลุธรรม
ต่อมา ในปี พ.. ๒๔๖๐ (ตรงกับรัชกาลที่ ๖) ประเทศสยามส่งกองทหารอาสาไปร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตร ในปีนั้นพระเดชพระคุณหลวงปู่จำพรรษาอยู่ที่วัดโบสถ์บน ตำบลบางคูเวียง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และได้เข้าสู่สมรภูมิเช่นกัน แต่เป็นสมรภูมิแห่งการต่อสู้กับกิเลสอาสวะ

ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ พ.. ๒๔๖๐ ระหว่างพรรษาที่ ๑๒ ณ วัดโบสถ์บน พระเดชพระคุณหลวงปู่หวนระลึกถึงความตั้งใจเมื่อครั้งแรกบวชที่จะปฏิบัติให้บรรลุธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นเมื่อฉันภัตตาหารเช้าเสร็จแล้ว ท่านจึงเดินเข้าสู่อุโบสถเพื่อปฏิบัติธรรม โดยตั้งปณิธานว่า “หากไม่ได้ยินกลองเพลจะไม่ลุกขึ้นจากที่”

ท่านหลับตาภาวนา สัมมาอะระหังไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจความปวดเมื่อยใด ๆ ในที่สุดใจก็ค่อย ๆ สงบลงแล้วรวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย

การเข้าถึงธรรมขั้นต้นนี้ทำให้ท่านมีความสุขตลอดทั้งวัน
--------------------------

เย็นนั้น ท่านเข้าไปในอุโบสถอีกครั้ง แล้วนั่งลงทำสมาธิภาวนาอย่างไม่อาลัยในชีวิต

ในเมื่อเราตั้งใจจริง ๆ ในการบวช จำเดิมอายุสิบเก้า เราได้ปฏิญาณตนบวชจนตาย ขออย่าให้ตายในระหว่างก่อนบวช บัดนี้ก็ได้บอกลามาถึง ๑๕ พรรษา* ย่างเข้าพรรษานี้แล้ว ก็พอแก่ความประสงค์ของเราแล้ว บัดนี้ของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ ท่านเห็น เราก็ยังไม่ได้บรรลุ ยังไม่รู้ ไม่เห็น สมควรแล้วที่จะต้องกระทำอย่างจริงจัง เมื่อตกลงใจได้ดังนี้แล้ว วันนั้นเป็นวันกลางเดือน ๑๐ ก็เริ่มเข้าโรงอุโบสถแต่เวลาเย็น ตั้งสัจจาธิษฐานแน่นอนลงไปว่า ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต

นอกจากความตั้งใจข้างต้นนี้แล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่ยังตั้งจิตอธิษฐานว่า หากรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จะขอเป็นทนายของพระศาสนาไปจนตลอดชีวิต

จากนั้น พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ทำความเพียรตามสัจจะที่ตั้งไว้ และเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว (พระธรรมกาย) กลางดึกคืนนั้น

การแสวงหาธรรมของท่านด้วยการ ยอมตายแต่ไม่ยอมแพ้กลายเป็นแบบอย่างในการสร้างบารมีชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันแก่ศิษยานุศิษย์ของท่านในยุคต่อ ๆ มา  

*๑๕ ปี นับจากวันตั้งจิตอธิษฐานออกบวช
-------------------------------


เมื่อเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่นำความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติไปตรวจสอบกับความรู้ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆ ที่ท่านเคยศึกษามาเป็นเวลานับสิบปีว่าตรงกันหรือไม่ ปรากฏว่าตรงกัน ทำให้ท่านปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากเข้าถึงธรรมแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่จึงตระหนักว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก จะเข้าถึงได้ต้องทำให้ ใจหยุดนิ่งสนิทที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือสะดือ ๒ นิ้วมือ ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมในการรับรู้ทางใจ ถ้าใจไม่หยุดก็จะเข้าถึงพระธรรมกายไม่ได้

ใจในที่นี้ มิได้หมายถึง หัวใจซึ่งเป็นอวัยวะที่ใช้สูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่หมายถึง ใจซึ่งเป็นธาตุละเอียด มีลักษณะเป็นดวงกลมใส มีที่อาศัยอยู่บริเวณศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ในกลางตัวมนุษย์ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่หากฝึกสมาธิไประดับหนึ่งก็จะสามารถเห็นได้

ในเวลาต่อมา พระเดชพระคุณหลวงปู่เมตตาเทศนาสอนธรรมปฏิบัติแก่มหาชน และกล่าวสรุปไว้ว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ
----------------------------------

ก่อนที่พระเดชพระคุณหลวงปู่จะค้นพบวิชชาธรรมกายนั้น วิธีดำเนินจิตเข้าไปในเส้นทางสายกลางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายเคยดำเนินไปแล้วนี้ หายไปเกือบ ๒,๐๐๐ ปี ดังที่ท่านเคยกล่าวไว้ว่า

“...พระพุทธเจ้าไม่เกิดขึ้นในโลกละก็ ธรรมอันนี้ไม่มีใครแสดง ไม่มีใครบอก ไม่มีใครเล่าให้ฟัง ถึงกระนั้นที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับเสียเกือบสองพันปี มาเกิดขึ้นที่วัดปากน้ำนี้แล้ว อุตส่าห์พยายามทำกันไปอย่าได้ดูหมิ่นดูแคลนหนา อย่าได้เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย แก่ยากแก่ลำบากแต่เล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อมาประสบพบพุทธศาสนา พบของจริงละ เข้าถึงของจริงให้ได้...”

การเข้าถึงพระธรรมกายของพระเดชพระคุณหลวงปู่ นอกจากเป็นการค้นพบวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กลับคืนมาแล้ว ยังเป็นพยานในการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

นอกจากนี้ การค้นพบของท่านยังช่วยให้ชาวโลกในยุคนี้รู้ว่า ทุกคนมีพระธรรมกายอยู่ในตัว, หนทางนิพพานหรือทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) อยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน, ทุกคนมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมและก้าวไปสู่ความเป็นอริยะ จนกระทั่งหลุดพ้นจากความทุกข์ได้โดยเท่าเทียมกัน ด้วยวิธีหยุดใจ

คำว่า หยุด(หยุดใจด้วยการทำสมาธิภาวนา) จึงเปรียบเสมือนกุญแจดอกเดียวที่ใช้ไขปริศนาแห่งชีวิตที่มนุษย์แสวงหามาเป็นเวลายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสวงหาความสุขที่แท้จริง
-------------------------------

ต่อมา เมื่อออกพรรษาแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่เริ่มภารกิจปันความสุข เพื่อปลดปล่อยมวลมนุษย์ให้พ้นจากห้วงทุกข์ ด้วยการมองเข้าไปในใจของท่านว่าจะมีใครสามารถรู้เห็นธรรมได้บ้าง ก็มีภาพวัดบางปลา ตำบลบางเลน จังหวัดนครปฐม ที่ท่านเคยไปเรียนหนังสือเมื่อครั้งยังเป็นเด็กปรากฏขึ้นในใจ ท่านจึงเดินทางไปสอนธรรมปฏิบัติที่วัดแห่งนี้ ซึ่งปรากฏว่า มีพระภิกษุเข้าถึงพระธรรมกาย ๓ รูป และฆราวาสอีก ๔ คน บุคคลเหล่านี้ถือเป็นพยานในการบรรลุธรรมของท่าน ว่าหนทางที่ท่านปฏิบัตินั้นเป็นของจริง หากใครปฏิบัติถูกต้องก็จะเข้าถึงได้เช่นเดียวกัน


ในราวกลางปี พ.. ๒๔๖๑ (กลางรัชกาลที่ ๖) ขณะที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ ใกล้จะสิ้นสุดลง พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านปักหลักค้นคว้าทำวิชชาและสอนธรรมปฏิบัติจนตลอดชีวิต
----------------------------------

พระเดชพระคุณหลวงปู่ทุ่มเวลาให้กับการบำเพ็ญภาวนาพร้อมกับพระภิกษุ-สามเณร และอุบาสิกา ในโรงงานทำวิชชา (สถานที่ศึกษาวิชชาธรรมกายชั้นสูง) ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปี (.. ๒๔๗๔ ถึง พ.. ๒๕๐๒) ทั้งนี้เพื่อค้นคว้าความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ คือ การปราบมาร (กิเลสมาร, เทวบุตรมาร, มัจจุมาร, ขันธมาร และอภิสังขารมาร) ซึ่งเป็นสาเหตุของความทุกข์ ความเบียดเบียน และการรบราฆ่าฟันกันในรูปแบบต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไปจากชีวิตของมนุษย์และสรรพสัตว์

วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สถานที่ปักหลักเผยแผ่วิชชาธรรมกาย
นอกจากนี้ ท่านยังหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขลงในใจของผู้คนด้วยการสอนทำสมาธิที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ทุกวันพฤหัสบดี และส่งลูกศิษย์ออกไปสอนธรรมปฏิบัติเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย ทำให้กระแสการปฏิบัติธรรมแผ่ขยายไปอย่างกว้างขวางและคึกคัก มีผู้เข้าถึงพระธรรมกายและมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดีเป็นจำนวนมาก ชื่อเสียงวัดปากน้ำโด่งดังไปถึงต่างประเทศ จนกระทั่งมีชาวต่างชาติเดินทางมาปฏิบัติธรรมและมาบวชที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ



จนกระทั่งในปี พ.. ๒๔๙๗ พระเดชพระคุณหลวงปู่เรียกประชุมศิษย์ทั้งหมด พร้อมทั้งปรารภว่า อีก ๕ ปีท่านจะมรณภาพ ขอให้ทุกคนช่วยกันเผยแผ่วิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทั่วโลกให้ได้ เนื่องจากวิชชาธรรมกายสามารถช่วยมนุษย์ทั้งโลกให้หลุดพ้นจากความทุกข์ และเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้มีสันติสุขได้อย่างแท้จริง

ต่อมา ในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๐๒ เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่มีอายุได้ ๗๕ ปี รวมพรรษาได้ ๕๓ พรรษา ท่านก็มรณภาพตรงตามเวลาที่ท่านเคยปรารภไว้
----------------------------------

พระเดชพระคุณหลวงปู่ใช้เวลาทุกคืนวันบนโลกใบนี้อย่างสุดแสนคุ้มค่า และจากไปอย่างสง่างาม

เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ท่านสามารถบรรลุเป้าหมายอันสูงส่งที่ตั้งไว้ทุกประการ คือ
- สามารถดำรงเพศสมณะได้จนตลอดชีวิต ดังที่ตั้งมโนปณิธานไว้เมื่อครั้งอายุ ๑๙ ปี
- สามารถทำพระนิพพานให้แจ้ง ได้รู้เห็นธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังที่ตั้งใจไว้เมื่อแรกบวช
- สามารถเป็นทนายให้พระศาสนาได้ตลอดชีวิต ดังที่เคยตั้งสัจจาธิษฐานไว้ก่อนเข้าถึงพระธรรมกายในคืนวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ พ.. ๒๔๖๐
--------------------------------

หลังจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ละจากโลกนี้ไปแล้ว ความปรารถนาของท่านที่ต้องการให้วิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแผ่ขยายไปทั่วโลกก็บังเกิดเป็นจริง โดยมีคณะศิษยานุศิษย์ทั้งพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ทุ่มเทชีวิตจิตใจสืบสานปณิธานของท่าน ด้วยการนำวิชชาธรรมกายไปสู่ใจของชาวโลก เพื่อให้ชาวโลกทั้งหลายหลุดพ้นจากวังวนแห่งความทุกข์ ได้พบกับความสุขที่แท้จริง และก่อเกิดเป็นสันติภาพของโลกในที่สุด

Cr. มาตา วารสารอยู่ในบุญ สำนักสื่อธรรมะ
ยิ่งรู้จัก ยิ่งเคารพรักท่าน ยิ่งรู้จัก ยิ่งเคารพรักท่าน Reviewed by สำนัก สื่อธรรมะ on 08:35 Rating: 5

3 ความคิดเห็น:

  1. สาธุ สาธุ สาธุ ค่ะ
    อยากให้ทุกคนได้อ่านค่ะ ชีวประวัติของมหาปูชนียาจารย์ที่ชาวโลกควรศึกษาค่ะ

    ตอบลบ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.