กลิ่นของต้องใจ


เรื่องความหอมความเหม็นของกลิ่น ไม่ใช่สิ่งตรงกันในความรู้สึกของทุกคน กลิ่นบางอย่างคนหนึ่งว่าหอม อีกคนว่าเหม็น เป็นเรื่องของความพอใจและความคุ้นเคย

เช่นกลิ่นของน้ำมันเบนซิน กลิ่นทินเนอร์ กลิ่นฝิ่น กัญชา เฮโรอีน กลิ่นสุรา คนที่เสพติดอยู่ ย่อมมีความรู้สึกเหมือนเป็นกลิ่นทิพย์จากสรวงสวรรค์ ตรงข้ามกับคนที่ไม่เสพติดหรือรู้โทษของมันย่อมเกลียดกลัว ไม่พยายามเข้าใกล้

ข้าพเจ้าเคยรู้จักคนที่เหม็นกลิ่นทุเรียน ได้กลิ่นเข้าก็เวียนศีรษะ ทําท่าจะอาเจียน ส่วนคนปกติอย่างเราๆ ได้กลิ่นก็หอมอยากจะรับประทาน เคยได้ยินคนเล่าให้ฟังว่าสามเณรน้อยองค์หนึ่ง เกิดมาเณรไม่เคยรู้จัก ทุเรียนเลย วันหนึ่งมีโยมใส่ทุเรียน ๑ พูลงในบาตร เณรก็นึกตําหนิ

โยมคนนี้ ช่างตระหนี่กระไรเลย เอาขนุนเน่าๆ กลิ่นเหม็นหึ่งทีเดียวมาใส่บาตร ตัวเองกินไม่ได้แล้วก็ยังไม่ยอมทิ้ง ทําอย่างนี้คิดจะแกล้งพระแกล้งเณรด้วยรึเปล่า

สามเณรเดินบิณฑบาตต่อไป กลิ่นขนุนเน่าจากในบาตรก็ฟุ้งขึ้นมากระทบจมูกแทบอาเจียน เณรจึงเปิดบาตรออก หยิบเอาทุเรียนพูนั้นโยนทิ้งไปข้างทาง อีกเป็นปีกว่าเพื่อนเณรด้วยกันบอกให้รู้จักว่าเป็นผลไม้รสเลิศ

เรื่องกลิ่นหอมหรือเหม็นนั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคนจริงๆ ท่านคงรู้จักอาหารชนิดหนึ่งที่เรียกว่าปลาร้า คนทั่วไปที่มิใช่คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว มักรับประทานไม่ลง มีความรู้สึกว่ามันเหม็นแต่คนทางภาคนั้นจะนิยมกันว่าหอมชวนรับประทานข้าว บางคนติดกลิ่นปลาร้ามาก ยิ่งขนาดอาหารที่ตนเองรับประทานที่เป็นของคาวแล้ว ต้องใส่ปลาร้าทุกอย่าง

เมื่อข้าพเจ้าอายุ ๗-๘ ขวบ ย่าชอบพาไปพักที่บ้านท่านครั้งละหลายๆ คืน และท่านมักสอนให้ข้าพเจ้าหัดทํากับข้าว โดยเฉพาะแกงชนิดต่างๆ ย่าไม่ใช้กะปิใส่แกง ท่านใช้ปลาชนิดหนึ่งเรียกว่า ปลาแดก” ใส่แทนกะปิ ปลาแดกทําด้วยปลาตัวเล็กๆ คลุกกับเกลือหมักตากแดด ๓-๔ วัน พอเน่าได้ที่ก็นํามาโขลกให้แหลกละเอียด แล้วตากแดดต่อไปอีกหลายๆ วัน ข้าพเจ้ารู้จักปลาแดกครั้งแรกรู้สึกเหม็นเน่าจนเวียน แปลกแท้ๆ คนทางหมู่บ้านของย่าชอบกินกันหมดทุกบ้าน

การชอบที่ไม่เหมือนกันในเรื่องกลิ่นนั้นข้าพเจ้ารู้ตั้งแต่วัยเด็ก ดังที่กล่าวแล้วนั้น และยังรู้ต่อไปถึงความชอบกลิ่นของสัตว์ด้วย ว่าบางอย่างก็ชอบเหมือนคนเรา บางอย่างก็ชอบตรงข้ามกับคน

ในวัยเด็กที่ย่าชอบพาข้าพเจ้าไปพักอยู่กับท่านคราวละหลายๆ วันนั้น เป็นเวลาที่สงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งเลิกใหม่ๆ ผู้คนค่อนข้างอดอยากยากจน ในหมู่บ้านของย่าหลายสิบหลังคาเรือน ไม่มีบ้านใครสัก บ้านเดียวที่มีส้วม หรือแม้ส้วมชนิดมีชื่อว่า เวจ อย่างบ้านพ่อแม่ของข้าพเจ้าก็ไม่มี

ท่านอย่าเพิ่งนึกภาพว่า เอ๊ะ ถ้างั้นหมู่บ้านนี้คงเหม็นหึ่งด้วยกลิ่นอุจจาระคลุ้งไปหมดซีนะ เปล่าเลย สะอาดและไม่มีกลิ่นอะไรเลย สะอาดยิ่งกว่าหมู่บ้านของข้าพเจ้าเสียอีก

แต่ถึงแม้ว่าจะไม่มีกลิ่นอุจจาระคนก็จริง แต่มีกลิ่นอุจจาระของหมูแทน หมู่บ้านของย่าเลี้ยงหมูกันทุกบ้านทีเดียว อย่างน้อยที่สุดก็บ้านละ ๑ ตัว อย่างมากไม่เกิน ๔-๕ ตัว เขาไม่เลี้ยงไว้ในคอกเหมือนการเลี้ยง หมูสมัยนี้ แต่เลี้ยงกันเหมือนเลี้ยงสุนัข คือปล่อยวิ่งเพ่นพ่านทั่วไปตามใต้ถุนบ้าน หมูเหล่านี้เองทําหน้าที่เป็นฝ่ายกําจัดอุจจาระ

เวลาใครปวดอุจจาระก็จะถือเศษไม้เล็กๆ (ใช้สําหรับปาดก้นเมื่อถ่ายเสร็จ) แล้วเดินไปทางป่ารกท้ายบ้าน พอหมูเห็นคนถือเศษไม้ติดมือ มันก็จะพากันวิ่งตาม ๔ ตัว ๕ ตัว เป็นพรวนไปทีเดียว ไปยืนล้อมวงอยู่ ห่างจากตัวคนไม่มากนัก (ราวๆ ไม่เกินเมตร) พอคนถ่ายออกมาก้อนแรก แมลงวันบินมาตอมก่อน แต่แทบจะไม่ได้เกาะก้อนอุจจาระเลย เจ้าพวกหมูเหล่านั้นก็กรูเกรียวร้อง อุด อุด อู๊ด อู๊ด กันเข้ามาแบ่งเอาปากดันกันไปดันกันมา ตัวคนถ่ายก็ต้องรีบเลื่อนไปนั่งถ่ายตรงอื่นต่อไป

ข้าพเจ้าเป็นเด็กตัวยังไม่โตนัก ส่วนหมูเหล่านั้นหลายตัวมีขนาดโตมาก บางทีมันวิ่งเข้ามาแย่งกินอุจจาระของข้าพเจ้า จนตัวของมัน หัวของมันชนข้าพเจ้าหกคะมำ หายปวดถ่ายไปเลย ในวัยเพียงแค่นั้น ข้าพเจ้าก็พิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ว่า

อ๋อ... เรากับสัตว์พวกนี้ชอบกลิ่นไม่เหมือนกันแฮะ ขี้น่ะเหม็นจะตายไป ไอ้เจ้าแมลงวันกะเจ้าหมูพวกนี้ มันกลับว่าหอมได้ยังไง ว่าหอมก็ยังไม่พอ มันยังว่าอร่อยด้วย กินกันใหญ่เลย เจ้าประคู้น ขอเราอย่าได้มีบาปกรรมต้องไปเกิดเป็นสัตว์พวกนี้เลย

อธิษฐานหนี ทั้งที่ไม่เคยมีใครบอกมาก่อนเลยว่าการตายของสัตว์ที่ยังมีกิเลสนั้น ตายแล้วไม่สูญหายไปไหน ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปตามกรรมที่ทําเอาไว้ และเวลานั้นยังไม่มีปัญญารู้ว่า การเกิดเป็นอะไรแล้วชอบไม่ชอบ หรือต้องพบปะเจอะเจอสิ่งต่างๆ อย่างไรๆ นั้น เป็นเพราะอํานาจกรรมบีบคั้น แมลงวันเอย หมูเอย ชอบอุจจาระมนุษย์ เห็นว่าเป็นของดีของหอมสําหรับมัน นั่นเป็นเพราะสัตว์พวกนี้ในสมัยเกิดเป็นคน ชอบเห็นการกระทําทางกาย วาจา ใจ ที่เป็นบาป เป็นทุจริตว่าเป็นสิ่งที่ดีควรกระทํา เมื่อผลกรรมทําให้เกิดเป็นเดรัจฉาน กรรมก็ยังตามมาบังคับ ด้วยอํานาจความคุ้นเคยติดตัวมาจากชาติก่อน ให้เห็นของเหม็นเป็นของหอม ของดี ของอร่อย

การติดกลิ่นซึ่งเป็นกามคุณชนิดหนึ่งในกามคุณ ๕ (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) ทําให้เกิดโทษทั้งที่เป็นปัจจุบันและอนาคตชาติภายภาคหน้า

แค่เห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้ ที่เราต้องซื้อของใช้ที่ผลิตขึ้นโดยเอากลิ่นมาล่อ เราก็ต้องแสวงหาเงินทองมาใช้จ่ายลําบากแย่อยู่แล้ว ยาสระผม นวดผม น้ำมันหรือสเปรย์ฉีดผม แป้งทาหน้า ครีมรองพื้น ครีมทาหน้า น้ำยาดับกลิ่นปาก ดับกลิ่นตัว น้ำหอมฉีดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย น้ำยาซักผ้า ล้างจาน ล้างพื้นบ้าน น้ำยาทําให้ผ้านุ่มและหอม น้ำหอมฉีดในบ้าน ในรถ ในห้องน้ำ ห้องส้วม สบู่แข็ง สบู่เหลว อะไรๆ ก็ใช้กลิ่น ใช้สีมาล่อก่อน คุณภาพยังไม่รู้ ชีวิตแต่ละคนต้องเป็นทาสสินค้าที่เกินความจําเป็นทั้งชีวิต

นี่ไม่รวมเรื่องเหล้า เรื่องบุหรี่ที่ผู้คนพากันติดกลิ่น ยี่ห้อนั้น ยี่ห้อนี้กระทั่งต่างชาติก็ยังใช้เรื่องบุหรี่มาต่อรองเรื่องกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ถ้ามีกําลังรบเท่ากัน เรื่องบุหรี่ก็เป็นชนวนทําสงครามกันได้อย่างสบาย โทษของกลิ่นในปัจจุบันชาติ เขียนเป็นวิทยานิพนธ์ทั้งเล่มก็คงเขียนไม่หมด

สําหรับโทษในอนาคตชาติ ก็เนื่องมาจากอกุศลกรรมที่ประกอบไว้เพราะความติดกลิ่นหรือหลงใหลในกามคุณอย่างใดอย่างหนึ่งเหล่านั้นเอง ผลของบาปก็ตามให้ทุกข์ ให้โทษเหมือนเงาตามตัว

นี่เป็นโทษของกามคุณทุกชนิด

ถ้าท่านผู้อ่านเป็นนักฟังเทศน์อยู่บ้าง ท่านคงจะเคยฟังพระภิกษุท่านสอนถึงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของคนเรา ซึ่งเป็นที่ให้กามคุณ อารมณ์เกิด ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

พระท่านว่า

ตา มีธรรมชาติเหมือนงู งูมันชอบอยู่ในที่รก เช่นป่า อยู่ในที่แคบ เช่นรู และชอบแอบซ่อนตัว ตาของคนเราก็ชอบดูอะไรที่เป็นของแอบๆ ซ่อนๆ ปกปิดอะไรที่เขาปิดเขาซ่อน ตาจะชอบซอกแซก อยากรู้ อยากดู

หู มีธรรมชาติเหมือนจระเข้ ชอบอยู่ในที่น้ำลึกๆ เย็นๆ หูก็ชอบฟังเสียงที่ทําให้เย็นหูเย็นใจ เสียงดุเสียงร้อนใจไม่ชอบฟัง

จมูก มีธรรมชาติเหมือนนก ชอบที่โล่ง อากาศบริสุทธิ์ ได้บินไปมาอย่างอิสระ จมูกก็ชอบความโล่งโปร่งสบาย

ลิ้น มีธรรมชาติเหมือนสุนัขบ้าน เศษอาหารอะไรใครจะทิ้งลงมาจากเรือน เป็นต้องขอลองกินเสมอ ลิ้นก็ชอบลิ้มรสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรสดีหรือไม่ดี ชิมดูทั้งนั้น

กาย มีธรรมชาติเหมือนสุนัขใน สุนัขป่า สุนัขจิ้งจอก ชอบคลุกคลีเคี้ยวกินซากศพต่างๆ ร่างกายคนเราก็เหมือนกัน ชอบคลุกคลีเคล้าคลึงสัมผัสกับร่างกายของผู้อื่น (เพศตรงข้าม) ซึ่งว่าที่จริงร่างกายนั้นไม่ว่าจะเป็นของใคร แท้ที่จริงแล้วก็เหมือนซากศพด้วยกันทั้งสิ้น

ใจ มีธรรมชาติเหมือนลิง ซึ่งชอบลุกลี้ลุกลน ซุกซนว่องไว ไม่อยู่นิ่ง ไม่สงบ ใจก็ว่องไวในการคิด คิดได้รวดเร็ว เรื่องนี้เรื่องนั้นไม่มีหยุดนิ่ง

ถ้าเราทดลองเอาท่อนไม้มาท่อนหนึ่ง เอาสัตว์ทั้ง ๖ อย่างนี้ไว้ คงจะเกิดโกลาหลวุ่นวาย เพราะต่างตัวต่างก็จะลากท่อนไม้ไปตามที่มันชอบ ทํานองเดียวกัน อวัยวะทั้ง ๖ อย่างนี้ มีธรรมชาติไม่เหมือนกัน จึงคอยทําความทุกข์ให้กันและกันอยู่เสมอ เช่น ในการแสดงดนตรี หูอยากฟังเสียงเพลง แต่ตากลับเมื่อย ตาเลยหลับ หูก็พลอยอดฟังเสียงไปด้วย

ตาอยากดูอะไรในที่คับแคบ เช่น ดูภาพยนตร์ ดูฟลอโชว์ในสถานที่จํากัด ผู้คนมากมาย แต่จมูกไม่ชอบใจ เหม็นควันบุหรี่ หายใจไม่ออก เหม็นกลิ่นสุรา

ลิ้นอยากกินของอร่อยๆ แต่ตาต้องไปมองเห็นการฆ่ากุ้ง หอย ปู ปลาเป็นอาหารในครัว ตารู้สึกไม่ชอบ

จมูกชอบยืนสูดอากาศบริสุทธิ์ในที่โล่งๆ แต่กายไม่ชอบเพราะเมื่อย ไม่มีที่นั่งที่นอนให้อยู่ในท่าสบายๆ

ใจคิดอะไรๆ อยากจะเขียนเป็นตัวอักษรไว้ แต่มือก็ไม่ยอมเขียน ตาก็ไม่ยอมทํางาน

ใจอยากทํากรรมฐานเจริญภาวนา ให้คิดถึงสิ่งใดอยู่เรื่องเดียว เดี๋ยวหูก็ลากไปฟังเสียงคนคุยกัน เสียงสุนัขเห่า เสียงลมพัด ฯลฯ จมูกลากไปได้กลิ่นกับข้าวน่าอร่อย กายลากไปรําคาญอากาศร้อน ดังนี้เป็นต้น

ตัวอย่างข้างต้น หมายถึงธรรมชาติของอวัยวะเหล่านั้น ซึ่งพร้อมจะให้กิเลสเข้าแทรกได้ตลอดเวลา แทรกแล้วก็ยังขัดขวางการทำงานของกันและกัน

ถ้าหากเราขาดสติไม่รู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็จะต้องได้รับทุกข์ยากต่างๆ ในการคอยดูแลตามใจอวัยวะเหล่านี้ เผลอไผลนิดเดียว สิ่งที่มากระทบก็จะก่อให้เกิดกิเลสต่างๆ มากมาย กิเลสบีบบังคับให้กาย วาจา ใจ ประกอบอกุศลกรรม(ผลของกรรม) ผลของกรรมก็คอยตามทวงหนี้เจ้าของ เจ้าของถูกกรรมเลวๆ เหล่านั้นทวงหนี้ ต้องประสบทุกข์ภัยต่างๆ ทุกข์เหล่านั้นบีบจิตใจให้ประกอบกรรมขึ้นมาอีก และถ้าผู้นั้นเป็นคนไม่มีปัญญาพิจารณาเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ก็จะมีตัวกิเลสที่ชื่อโมหะ หรืออีกชื่อเรียกว่า อวิชชา (ไม่รู้ตามจริง) เข้าคอยผสมโรงแทรกสิงในใจ บีบใจให้ทํากรรม ทำกรรมแล้วก็มีวิบาก วนเวียนซ้ำซากเป็นวัฏจักร

ด้วยเหตุนี้คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราที่ตรัสว่า
เห็น                                    สิ่งใด ก็ให้รู้ สักแต่ว่าเห็น
ได้ยิน                                 สิ่งใด ก็ให้รู้ สักแต่ว่าได้ยิน
ได้กลิ่น                               สิ่งใด ก็ให้รู้ สักแต่ว่าได้กลิ่น
เคี้ยวกิน                              สิ่งใด ก็ให้รู้ สักแต่ว่าได้ลิ้มรส
สัมผัส ด้วยร่างกาย          สิ่งใด ก็ให้รู้ สักแต่ว่าได้สัมผัส

จึงเป็นการตัดไฟที่ต้นลม ตัดแต่ต้น ไม่ให้หมุนเวียนเอาความทุกข์เข้ามาเกิด

คําสอนตอนนี้ ข้าพเจ้าเคยอ่านพบ จําได้ว่า ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อน มีพระภิกษุสองรูปเป็นเพื่อนกัน บําเพ็ญสมณธรรมไม่สําเร็จ ตายแล้วคนหนึ่งไปเกิดเป็นพระพรหม อีกคนมาเกิดเป็นคนเดินเรือในสมัยครั้งพุทธกาล เรือเกิดอับปางว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง น้ำพัดผ้านุ่งห่มหลุดไปหมด เป็นคนเปลือยกาย ผู้คนพบเห็นเข้าพากันตื่นข่าวว่าเป็นผู้วิเศษ เป็นพระอรหันต์ตัดกิเลสได้หมด จึงพากันมาบูชาแห่แหน จนชายนั้นเข้าใจว่า ตนเองเป็นพระอรหันต์จริงๆ เพื่อนที่เกิดเป็นพรหมอยู่มีความเมตตา จึงเนรมิตกายให้เห็นบอกว่า พระอรหันต์ที่แท้จริงคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเวลานี้ประทับอยู่ที่ใด

ชายคนนี้ดีใจรีบเดินทางทั้งวันทั้งคืนโดยไม่หยุดพักเลย เพื่อเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา มาถึงในเวลาที่พระองค์เสด็จไปบิณฑบาต ก็ตรงเข้าทูลขอฟังพระธรรมเทศนาทันที พระตถาคตเจ้าทรงกล่าวปฏิเสธถึง ๒ ครั้ง (เพื่อให้เกิดความเสียใจ คลายความตื่นเต้น ใจจะได้สงบลง) เมื่อทูลขอเป็นครั้งที่ ๓ พระพุทธองค์ตรัสสอนด้วยข้อความเพียง

เธอจงพึงกระทําใจเมื่อเห็นสิ่งใด ก็สักแต่ว่าเห็น

สอนสั้นเพียงเท่านี้ ชายผู้นั้นซึ่งชื่อ พาหิยะ ฟังแล้วคิดเองได้ตลอด ได้ยินเสียงสักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นสักแต่ว่าได้กลิ่น ฯลฯ เขาสามารถสิ้นกิเลส เป็นพระอรหันต์ในเวลานั้นเอง นับว่าเป็นพระสาวกที่เลิศด้วยการบรรลุธรรมโดยรวดเร็วฉับพลัน และถึงแก่ปรินิพพานโดยยังไม่ทันได้บรรพชาเป็นพระภิกษุ เพราะถูกแม่โคซึ่งเคยมีเวรต่อกันมาขวิดตายในขณะคุ้ยเขี่ยหาเศษผ้าจากกองขยะเพื่อนํามาทําจีวร

เอามาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังเพื่อให้เป็นตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งว่า คนที่สั่งสมบารมีไว้มาก ฟังธรรมเพียงประโยคเดียว มีปัญญาทําตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งหมด เราฟังธรรมมาแล้วนับด้วยพันด้วยแสนประโยค แม้ไม่สําเร็จคุณธรรมเบื้องสูง แต่ก็ถือว่าเป็นการสร้างบุญสะสมบารมีเอาไว้ จึงไม่ควรท้อแท้ท้อถอยในการทํากุศล ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

Cr. อุบาสิกาถวิล(บุญทรง) วัติรางกูล จากความทรงจำ เล่ม๓ บทที่ ๒๕
กลิ่นของต้องใจ กลิ่นของต้องใจ Reviewed by สำนัก สื่อธรรมะ on 18:52 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.