เมื่อเวลาผ่านไปจึงได้คิด


เป็นปี พ.ศ. ๒๔๘๔ แม่ของข้าพเจ้าคลอดน้องชาย เมื่อคลอดออกมาแล้วไม่นานนัก แม่ก็ป่วยเป็นโรคเหน็บชา อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง รับประทานอาหารไม่ได้ ท้ายที่สุด พอทางรัฐบาลประกาศให้ครูผู้หญิงทุกคนใส่หมวกเวลาไปทํางาน และให้เลิกกินหมากโดยเด็ดขาด แม่ยิ่งมีอาการทรุดหนักยิ่งขึ้น การอดหมากทําให้เป็นลมวันละหลายๆ ครั้ง จึงขอลาออกอยู่กับบ้านเลี้ยงน้องของข้าพเจ้า

ทุกๆ เย็นเมื่อข้าพเจ้ากลับจากโรงเรียน แม่ก็จะพูดว่า

หนูกะพ่อกินข้าวซะลูก เดี๋ยวแม่จะให้พ่อเลี้ยงน้อง หนูไปชายหาด ช่วยเอาทรายหมกตัวให้แม่หน่อยจ้ะ

สมัยนั้นบริเวณริมฝั่งน้ำหน้าบ้านของข้าพเจ้าเป็นชายหาดกว้างยาวตลอดแนวฝั่ง กลางวันแดดส่อง หาดทรายร้อนจัดจนเดินด้วยเท้าเปล่าไม่ได้ และพอตอนบ่ายใกล้เย็น ทรายก็จะร้อนอุ่นๆ แม่จะให้ข้าพเจ้าขุดทรายเป็นหลุมลึกเท่าตัวของแม่ แล้วท่านก็จะนอนเหยียดยาวลงในหลุม จากนั้นข้าพเจ้ามีหน้าที่โกยทรายมากลบจนมิดตัวท่าน เหลือแต่ศีรษะและดวงหน้าโผล่ขึ้นมา แล้วข้าพเจ้าก็จะใช้หมวกของชาวนาที่เรียกกันว่า งอบมาบังแสงแดดไม่ให้ส่องถูกใบหน้าแม่

การเอาตัวหมกทรายร้อนๆ อย่างนั้น แม่บอกข้าพเจ้าว่า เป็นวิธีช่วยในการรักษาโรคเหน็บชาที่ดีวิธีหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเป็นวิธีรักษาที่ผิดหรือถูก แต่มารดาของข้าพเจ้าก็ค่อยๆ หายจากอาการของโรคขึ้นเรื่อยๆ (สําหรับสมัยนี้ ข้าพเจ้าไม่ขอแนะนํา เพราะลําน้ำในปัจจุบันไม่สะอาดเหมือนสมัยก่อน ทรายอาจจะมีสิ่งสกปรกปะปนอยู่ อาจจะมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง กลายเป็นโรคร้ายอื่นๆ ต่อไป)

แม่จ๋า โรคเหน็บชาเนี่ยมันเกิดจากอะไรจ๊ะข้าพเจ้าถาม

คงเกิดจากความอ่อนแอในร่างกายแม่น่ะลูก ครั้งเมื่อแม่แพ้ท้องตอนหนูเกิด แม่กินอาหารอะไรไม่ได้เลย กินได้แต่ลิ้นจี่กระป๋อง วันละ ๒-๓ กระป๋อง ยังงั้นก็ยังอาเจียนทิ้ง ได้ครึ่งเสียครึ่ง ผลที่สุด พอลูกออกจากท้องแม่มาแล้ว แม่ก็สุขภาพไม่ดี จนตาบอดอยู่เป็นเดือน กว่าจะหาย มันคงจะเป็นเพราะขาดอาหาร กินข้าวไม่ได้ ตอนนี้ก็เหมือนกัน แม่แพ้ท้องน้องของหนูมาเกิด แม่ก็กินข้าวไม่ได้อยู่หลายเดือน คงขาดอาหารอีก เพียงแต่คราวนี้ตาไม่บอด มาเป็นโรคเหน็บชาแทนแม่ตอบข้าพเจ้า

ก็มันแพ้ท้องไม่เหมือนกัน เลยไม่สบายคนละอย่างนะจ๊ะ แม่แท้ท้องตอนหนูมาเกิด แม่ชอบกินแต่ลิ้นจี่กระป๋อง แต่ตอนน้องมาเกิดเนี่ย หนูเห็นแม่กินเหล้าวันละตั้งขวดเล็กอยู่ตั้งนานจ๊ะ

ข้าพเจ้าตอบด้วยความคิดประสาเด็ก เพราะเห็นว่าตอนแม่แพ้ท้องคราวนี้ แม่ให้พ่อซื้อสุราให้กินอยู่หลายครั้ง พอหายแพ้ท้องก็เลิกกิน แม่ฟังแล้วก็หัวเราะพูดว่า

ไม่ใช่เรื่องแพ้ท้องหรอกลูก เรื่องกินข้าวไม่ลงนั่นแหละ พูดถึงเรื่องนี้ แม่แพ้ท้องอยากกินเหล้า ไม่รู้น้องชายของหนูที่เกิดมาเนี่ย โตขึ้นจะเป็นขี้เมารึเปล่าก็ไม่รู้

ไม่เอา หนูไม่ยอมให้น้องเป็นขี้เมา หนูเกลียดคนเมา ถ้าน้องกินเหล้าหนูจะตีน้อง หนูไม่ยอมให้น้องกิน

ข้าพเจ้าบ่น พร้อมกับนึกในใจว่า ตนเองจะช่วยแม่เลี้ยงน้องให้เป็นอย่างดี จะสอนให้น้องเกลียดการดื่มสุราให้ได้ จะไม่ยอมให้น้องเป็นคนขี้เหล้าเหมือนพวกผู้ชายหลายคนในหมู่บ้าน โชคดีที่น้องชายโตขึ้น ไม่ใช่นักเลงสุรา ตอนวัยรุ่นอาจจะเจ้าชู้มีคนรักหลายคนอยู่บ้าง แต่ภายหลังก็ได้มาถือศีล ๕ เป็นนิจศีลเมื่ออายุได้ ๒๗ ปี และถือศีล ๘ ทุกวันพระ เมื่อแต่งงานแล้วตั้งแต่อายุสามสิบเศษๆ เรื่อยมา

เมื่อข้าพเจ้าฝังตัวแม่ไว้ในทราย ข้าพเจ้าก็จะไม่ยอมไปวิ่งเล่นที่อื่น คงนั่งเล่นเป็นเพื่อนอยู่ใกล้ๆ แม่ คุยกับแม่บ้าง ถ้ามีเพื่อนบางคนลงมาเล่นด้วยก็จะเล่น หลุมเมือง กับเพื่อน หลุมเมืองคือการขุดทรายเป็นหลุมเล็กๆ เท่าถ้วยชา เรียงกัน ๒ แถวๆ ละ ๕ หลุม แล้วไปเก็บหอยทรายที่ตายแล้วซึ่งมีอยู่เกลื่อนกลาด ตัวสวยๆ สีขาวสะอาด บางตัวมีสีน้ำตาลอ่อน ผิวเป็นมัน เนื้อละเอียด ตัวแป้นๆ ก็มี สูงๆ ก็มี นํามาใส่ไว้ในหลุม หลุมละ ๕ ตัว แล้วก็เปลี่ยนกันเล่น ๒ คน โดยหยิบขึ้นมาให้ หมดหลุมในหลุมใดหลุมหนึ่ง แล้วก็แจกหลุมต่อไปหลุมละตัวเรื่อยๆ ไป หมดมือเมื่อใดก็หยิบหลุมถัดไปแจกต่อ แจกจนหมดตัว แจกแล้วมีหลุมว่างข้างหน้า ๑ หลุม ให้ถือว่า ได้กินหลุมที่ถัดหลุมว่างต่อไปได้ แต่ถ้าว่าง ๒ หลุม ก็ถือเป็น ฟาวล์ คือหมดสิทธิ์ เปลี่ยนกันเดินแจกอยู่อย่างนี้ จนตัวหอยทรายที่เป็นเบี้ยหมด แล้วจึงนับตัวหอยที่ต่างฝ่ายต่างได้ไว้ ใครได้มากก็เป็นผู้ชนะ ให้อีกฝ่ายเขกเข่าบ้าง ให้ขี่คอพาไปยังที่ตกลงกันไว้บ้าง บางทีก็ต้องรําหรือร้องเพลง ร้องลิเก ตามแต่ที่ได้ตกลงกันเป็นที่สนุกสนาน

ข้าพเจ้าชอบเล่น เล่นเพลินจนลืมกินข้าว ถ้าไม่มีเพื่อนเล่นก็เล่นคนเดียวได้โดยสมมติเหมือนตนเองแทนเพื่อนอีกคนหนึ่ง ของเล่นสนุกๆ และเพลิดเพลินอย่างนี้ ทำไมคนใหญ่จึงไม่ยอมให้เล่นในบ้าน ข้าพเจ้าเป็นคนอยากรู้เหตุผล ถ้ามีการห้ามโดยไม่บอกต้นสายปลายเหตุ ก็จะรู้สึกสงสัยไม่เลิกรา จะต้องถามให้หายสงสัย

"แม่จ๋า ทําไมแม่และพวกคนใหญ่ๆ จึงไม่ชอบให้เด็กๆ เล่นหมากเก็บและเล่นหลุมเมืองล่ะจ๊ะ มันสนุกดีออก ข้าพเจ้าถาม คําตอบของแม่ไม่ทําให้หายสงสัยเอาเสียเลย

"เขาถือน่ะลูก เขาว่าเก็บแปลว่าเอาไปหมด เหมือนเราเก็บผลไม้จากต้น เก็บข้าวของ เล่นหมากเก็บ ก็จะเป็นลางว่า ข้าวของในบ้านเราก็ถูกคนอื่นเก็บเอาไปหมด ส่วนเล่นหลุมเมือง ก็เหมือนเอาบ้านเมืองมาเล่นให้เป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นลางว่าบ้านเมืองจะเสียหายไปจ้ะ

หนูว่า ไม่น่าเกี่ยวกันเลยจ้ะ คําพูดเราติ๊ต่างเอาทั้งนั้น เหมือนป้าหมาไง ชื่อหมาก็เป็นคน แล้วเป็นคนใจดีด้วย ไม่เห็นดุเหมือนหมาสักหน่อย ยายอึ่งไง ก็ไม่เห็นแกเป็นอึ่งชักหน่อย คําพูดก็เป็นแค่เราตั้งขึ้น พูดเอาเอง ไม่ชอบใจก็เลิกใช้เสียก็สิ้นเรื่อง อย่างหมากเก็บก็เปลี่ยนเป็นหมากได้ หลุมเมืองก็เปลี่ยนเป็นหลุมเงินก็ได้ แม่ว่าจริงมัยจ๊ะ

ข้าพเจ้าคิดตามประสาเด็ก ไม่รู้เลยว่านั่นเป็นการคุยธรรมะชั้นสูงกับแม่ เป็นเรื่องอภิธรรม ข้อที่เรียกว่า สมมติบัญญัติ บังเอิญแม่ของข้าพเจ้าเวลานั้น ท่านไม่มีความรู้ทํานองนี้อยู่เลย จึงไม่สามารถให้ข้อคิดใดๆ ให้ข้าพเจ้ามีปัญญากระจ่างแจ้งยิ่งขึ้น แม่นิ่งเงียบ ปล่อยให้ข้าพเจ้าคิด คิดเรื่อยเปื่อยต่อไปแล้วก็คุยกับท่านว่า

หนูว่าอย่างนี้มากกว่าจ้ะ คือการเล่นหมากเก็บหรือหลุมเมืองเนี่ย มันสนุก เล่นแล้วมันเพลินดี หนูกับเพื่อนเล่นกันแล้ว สนุกจนลืมหิวข้าวเลย ถ้าปล่อยให้เด็กเล่นเพลินเกินไป เด็กก็ลืมช่วยงานผู้ใหญ่ มีน้องก็ไม่ช่วยเลี้ยง ไม่ตักน้ำ ไม่ช่วยแม่หุงข้าว ผ่าฟืน กวาดบ้านถูบ้าน ไม่ช่วยเลี้ยงเป็ดไก่ บางคนเล่นเพลินตอนไปเลี้ยงวัว วัวหนีไปกินหญ้าที่อื่นก็ลืมดู คนใหญ่ต้องตามหากันเสียแย่ พวกผู้ใหญ่จึงไม่ชอบให้เด็กเล่น แต่ไม่รู้จะห้ามอย่างไร จึงบอกว่า เล่นแล้วข้าวของหมดบ้าน หรือบ้านเมืองจะล่มจมอะไรทำนองนั้น ทำให้ดูน่าเกรงกลัว จะได้ไม่กล้าเล่น แม่ว่าที่หนูคิดเนี่ย ถูกมั้ยจ๊ะ”

“เออ ก็เป็นเหตุผลเข้าท่าดีนี่ลูก เสียงานเสียการจริงๆ เวลาหนูเล่นกับเพื่อน แม่เรียกหนูอยู่ใกล้ๆ ยังไม่ได้ยินเลย เพลินจนลืมเวลากินเวลานอน” แม่ยอมรับ

อย่างไรก็ดี แม้ข้าพเจ้าจะพอคิดเหตุผลได้ขึ้นมาเอง ข้าพเจ้าก็ไม่นิยมเล่นพร่ำเพรื่อ เพราะก็ยังอดหวาดกลัวคําขู่ของผู้ใหญ่ไม่ได้ ที่เล่านี้เป็นการเล่นของเด็กๆ ในสมัยก่อน ถ้าเป็นสมัยนี้ เครื่องเล่นยิ่งยั่วใจให้เด็กหลงใหลหนักยิ่งขึ้นไปนับเท่าไม่ถ้วน การเล่นเกมต่างๆ จนกระทั่งเกมคอมพิวเตอร์ ถ้าเด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติหลงใหลมัวเมาในการเล่นสิ่งเหล่านี้เสียแล้ว ก็เหมือนติดอยู่ในอบายมุข ทำลายเวลาและประโยชน์ตน ให้กลายเป็นพลเมืองที่ด้อยคุณภาพเอง แล้วบ้านเมืองซึ่งมีแต่ประชาชนประเภทดังกล่าว จะเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร ประเทศก็คงล่มจมสมดังคำของคนโบราณนั่นเอง

อาการข้างเคียงของโรคเหน็บชา คืออาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว แม่พูดว่า

“แม่ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว แขนขามาก ลูกช่วยเหยียบให้แม่หน่อยนะจ๊ะ เหยียบตั้งแต่เท้า ไต่เรื่อยขึ้นมาจนถึงต้นคอเลยเชียวลูก แล้วลงมาเหยียบที่แขนสองข้างด้วย

“ตรงแขน หนูบีบเอาไม่ได้รึจ๊ะแม่ แขนแม่เล็กนิดเดียว หนูตัวโตแล้ว ใช้เท้าเหยียบเดี๋ยวแม่เจ็บแย่” ข้าพเจ้าท้วงติง

“ใช้มือบีบไม่หายหรอกลูก มือหนูมีแรงน้อย กำลังบีบไม่พอให้แม่หายปวดเมื่อยหรอกจ้ะ”

แม่ตอบพร้อมกับหยิบหมอนใบหนึ่งไปนอนลงที่ข้างฝาบ้าน เพื่อข้าพเจ้าจะได้อาศัยจับฝาแทนราว ขณะเดินไต่ขึ้นไต่ลงตามตัวแม่

แม้อายุข้าพเจ้าจะเพียง ๗-๘ ขวบ แต่เป็นเด็กไม่ผอม แม่ชมว่าน้ำหนักตัวกำลังดี ครั้งแรกๆ ที่ข้าพเจ้าเหยียบให้แม่ ข้าพเจ้าพออดทนทำให้ท่านได้ แต่เมื่อต้องเหยียบบ่อยๆ ข้าพเจ้าก็เริ่มค่อยๆ เบื่อหน่าย เพราะเป็นงานที่หาเรื่องเล่นพร้อมไปด้วยไม่ได้ เหยียบไปเหยียบมา แม่ก็ดูเหมือนหลับสบายไปแล้ว เพราะท่านไม่ยอมพูดอะไรตอบเวลาข้าพเจ้าคุยด้วย บางครั้งกรนเบาๆ เสียด้วยซ้ำ พอเห็นแม่หลับ ข้าพเจ้าก็จะแอบย่องลงจากตัวท่าน พอขยับขาก้าวลง แม่ก็จะตื่นพร้อมกับพูดว่า

“อีกนิดเถอะลูก กำลังหลับสบาย เวลาลูกเหยียบ แม่ก็หายปวดเมื่อย เลยค่อยนอนหลับได้ ถ้าไม่ได้เหยียบมันก็ทั้งปวดทั้งเมื่อยจนบางทีนอนไม่หลับเชียวลูก

ข้าพเจ้าต้องทนเหยียบต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความทั้งเบื่อทั้งง่วง บางทีถึงกับยืนหลับ แล้ววันหนึ่งข้าพเจ้าก็หมดความอดทน พูดบอกแม่ไปตรงๆ ว่า

"หนูเบื่อจังเลยแม่ แม่ใช้ให้หนูเดินไปซื้อของที่ตลาดเจ็ดเสมียน (อยู่ห่างจากบ้านไปไม่ต่ำกว่า ๓ กิโลเมตร) ดีกว่าให้เหยียบแม่”

นับเป็นบาปอันมหันต์ เป็นบาปหนักอย่างยิ่งของข้าพเจ้าที่ได้พลั้งวาจาประโยคเหล่านี้ออกไป ไม่รู้ตนเองเลยว่าทําบาปยิ่งใหญ่ จนปี ๒๕๑๔ ห่างกันถึง ๓๐ ปี เมื่อมารดาใกล้ตาย ท่านยังคงมีเรื่องปวดเมื่อย แม่ยอมให้ใครๆ บีบนวดให้ท่าน แต่จะไม่ยอมให้ข้าพเจ้าทําให้เลย ท่านพูดว่า

แม่จําได้ เมื่อตอนหนูเด็กๆ หนูเบื่อเหยียบแม่ บอกว่าให้เดินไปซื้อของที่ตลาดเจ็ดเสมียนยังดีกว่า แม่เลยรู้ว่าหนูไม่ชอบขนาดหนัก ยอมเดินถึง ๖-๗ กิโลดีกว่า แม่เลยไม่กล้าใช้ลูกอีกเลย

เวลานั้นข้าพเจ้าฟังแล้วรู้สึกเสียใจ เสียใจในคําพูดของตนเอง ที่พูดไปตามความรู้สึกนึกคิด แต่ไปทําร้ายจิตใจแม่ถึงขนาดไม่ยอมใช้เหยียบท่านอีก

แต่เวลานี้ ปี พ.ศ.๒๕๓๓ คําว่า เสียใจ คําว่าเป็นบาปหนักเป็นบาปมหันต์อะไรๆ ก็ดูน้อยไป ข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคเบาหวาน มีอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมแทรกเข้ามา ทําให้รู้สึกปวดเมื่อยตามเนื้อตัวและตามข้อต่อกระดูกอย่างมาก แม้ขณะที่เขียนเล่าให้ท่านฟังอยู่ ได้ทําการรักษาจนเกือบหายเป็นปกติ แต่ก็จําความรู้สึกปวดเมื่อยเหล่านั้นได้ไม่มีลีม

แรกๆ ก็รู้สึกหมดแรง หยิบจับยกสิ่งของใดๆ ก็จะคอยแต่หลุดมือ ไม่มีกำลัง ต่อมา ก็ให้เมื่อยตามกล้ามเนื้อ เช่น ท่อนแขน ท้องน่อง เมื่อยเหมือนออกกําลังเดินหรือทํางานมามากๆ ทั้งเมื่อยทั้งเพลีย นั่งนอนที่ใดไม่อยากลุกขึ้นเลย

ต่อจากนั้นเริ่มปวดในกระดูกเป็นครั้งคราวและเสียวแปร๊บปร๊าบ ตามข้อต่อหัวเข่าบ้าง ข้อศอกบ้าง ตามข้อนิ้วก็มีอาการด้วย ตอนนี้ยังพอนอนหลับได้

สุดท้าย ตอนนี้ปวดกรุ่นในกระดูก โดยเฉพาะท่อนขาทั้งล่างและบน ปวดไม่เลิกรา ถ้านอนหลับไปครั้งใด แม้ยามฝันก็จะรู้สึกว่า กายฝันก็ยังปวด จะทําอะไรในฝันนั้นก็ทําเหมือนตอนตื่น เช่น เดินเหิน หยิบจับสิ่งใด ก็ให้เจ็บปวดแขนขา เรียกว่าปวดกันจนกระทั่งกายฝัน

ที่ร้ายที่สุด เวลามีอาการกําเริบหนัก ฝันก็ไม่ได้ฝัน ไม่มีโอกาสฝัน เพราะปวดทั้งวันทั้งคืนจนนอนไม่หลับ อยู่ในอิริยาบถใดๆ ก็ไม่หายปวด แต่จะพอค่อยทุเลาลงบ้าง ถ้ามีใครสักคนช่วยบีบนวดให้

ตอนปวดจนนอนไม่หลับนี่เอง ข้าพเจ้าน้ำตาไหล ไม่ใช่ไหลเพราะความปวด เพราะถ้าเป็นคนปฏิบัติธรรมพอได้ผลอยู่บ้าง แม้จะเล็กน้อย ก็พอข่มความปวดเจ็บได้เป็นครั้งคราว ที่น้ำตาไหลนั้นเพราะคิดสงสารแม่อย่างสุดหัวใจ

"แม่จ๋าหนูไม่รู้จริงๆ ว่าเมื่อแม่พูดว่าแม่ปวดเมื่อยจนนอนไม่หลับนั้น อาการของมันจะถึงขนาดนี้ ถ้าหนูรู้ว่ามันทรมานมากเหมือนที่หนูกำลังเป็นอยู่อย่างนี้ หนูจะไม่งอแงกะแม่เลย หนูจะอดทนเหยียบและดูแลแม่ให้ดีที่สุด จะไม่แสดงความเกียจคร้านเบื่อหน่ายออกมาเลย หนูแย่มากจริงๆ ในสมัยเป็นเด็กครั้งกระโน้น ไม่ควรแสดงให้แม่เสียใจ จนไม่กล้าใช้หนูเหยียบแม่อีกเลย

เสียใจแค่ไหน แม่ก็ไม่มีชีวิตอยู่ให้ข้าพเจ้าได้กราบแทบเท้าขอโทษเสียแล้ว ท่านตายจากไปตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ สํานึกผิดได้ ทุกอย่างก็สายไปสิ้น ผลจากบาปกรรมครั้งนั้น เวลานี้พอลูกจะบีบนวดให้ข้าพเจ้า ก็ไม่กล้าใช้พวกเขามาก รีบให้เลิกโดยเร็ว ทั้งที่เวลาพวกเขาช่วยนวดให้อยู่นั้น อาการปวดเมื่อยทุเลาลงมากที่สุด

เขียนเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังอยู่นี้ ถ้าท่านมีพ่อแม่อยู่กับบ้าน ช่วยบีบนวดให้เถิด เป็นการให้ความสบายต่อพ่อแม่ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทําให้หายปวดเมื่อย ทําให้รู้สึกอบอุ่น ไม่ว้าเหว่ ไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง เราผู้เป็นลูกอาจจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปบ้าง แต่ผลที่ได้คุ้มค่ายิ่งนัก เป็นบุญกุศลมหาศาล ไม่ต้องมานึกย้อนเสียดายอดีตเหมือนที่ข้าพเจ้ากําลังเป็นอยู่ เวลาเราต้องเหยียบหรือบีบนวดพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย ลุง ป้า น้า อา ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่หรือผู้มีบุญคุณอื่นๆ เราอาจจะเมื่อยและรําคาญ นึกเบื่อหน่าย แต่เมื่อเลิกกระทําเราก็หายเมื่อย แล้วเรายังสามารถไปหาเรื่องอื่นๆ ทําให้หายเบื่อได้ตลอดเวลา ไปเล่นกีฬา ไปเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง ร้องเพลงเสียเองก็ยังได้ ฯลฯ แต่สําหรับท่านผู้เฒ่าทั้งหลาย ท่านพ้นวัยสนุกสนานแล้ว เห็นกิจกรรมใดๆ ท่านก็ไม่นึกสนุกด้วย มีความสุขอยู่เรื่องเดียว คือขอให้ได้รับการดูแลเอาใจใส่จาก ลูกหลานที่ตนรักตามสมควร ขอเพียงเท่านั้น ก็มีความสุขล้นเหลือ

เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้ามีอาการปวดในท่อนขา เมื่อความปวดลุกลามมากเข้า ก็กลายเป็นปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งได้แนะนําให้ข้าพเจ้าไปรักษาโดยการนวดตามที่ท่านเองก็รักษาอยู่ เพราะเพื่อนปวดแขนและหลังมาก ด้วยเคยได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหลายปีมาแล้ว

ในเวลาที่เราสองคนเปลี่ยนเวรกันให้หมอทําการนวดตามวิธีรักษาของเขาอยู่นั้นเอง เราทั้งคู่ก็ปรารภกันเพราะอาการเจ็บแสนสาหัสในขณะถูกนวด ข้าพเจ้าพูดว่า

พี่ เรามีเวรกรรมอะไรกันนักกันหนา จึงเป็นโรคที่ต้องถูกนวด เจ็บเหมือนตัวจะขาดออกจากกันยังงี้ นี่นะ เวลาหมอนวดหนูอยู่กระดูกหนูเหมือนมันจะหักออกเป็นท่อนๆ ตามเนื้อตามตัวมันก็เหมือนจะขาดออกจากกันเหมือนเราฉีกผ้าขี้ริ้วเปื่อยๆ ยังงั้นแหละ” ข้าพเจ้าเรียกเพื่อนผู้นี้ว่าพี่ และใช้คำสรรพนามแทนตนเองว่า หนู เพราะอายุของเราห่างกันถึง ๑๐ ปี ฝ่ายนั้นตอบข้าพเจ้าว่า

"คุณก็คงมีกรรมอะไรอยู่แน่ๆ ไม่งั้นไม่เป็นโรคอย่างนี้หรอก ดูซีถูกนวดแต่ละครั้งเจ็บแทบเป็นแทบตาย แต่จะไม่นวดก็ไม่ได้ เพราะพอนวดแล้วก็ค่อยยังชั่ว ไม่ปวดจนนอนไม่หลับอย่างแต่ก่อน สําหรับพี่นะ พี่นึกถึงกรรมของตนเองได้ ตอนที่เพิ่งแต่งงาน มีฐานะครอบครัวร่ำรวยมาก บ่าวไพร่ในบ้านเยอะแยะ ลูกๆ ของพวกเขาบางทีก็เกเร เดินทางไปโรงเรียน แต่ไปไม่ถึง ไม่รู้ไปเล่นกันอยู่ที่ไหน ครูฟ้องมาพี่รู้เรื่องเข้าก็เรียกมาตี เด็กมันหลายคน ก็ต้องตีกันอยู่เรื่อย ไม้เรียวพู่ระหงยังงี้ ต้องตัดเหลาแขวนเรียงกันไว้เป็นตับ เจตนาตีพวกเขาให้ได้ดี แต่เด็กพวกนั้นก็ต้องเจ็บปวดหนักหนาเหมือนกัน ตีเขาแถวๆ หลัง แถวตะโพก แถวก้นนี่แหละ ตีกันประจําเลย เพราะเด็กมันหลายคนด้วยกัน ดูชีตอนนี้พี่ต้องถูกนวดบริเวณนั้นแหละ เจ็บแท้ๆ บางทีน้ำตาร่วงเลย นวดทีนึงก็อยู่ไปได้ ๖-๗ วัน แล้วก็ต้องนวดใหม่ เจ็บกันใหม่ เฮ้อ ทำเหตุอะไรไว้ ก็ต้องรับผล หนีไม่พ้นเลย พูดเหมือนปลง

"แต่พี่ก็ได้รับความรักจากใครๆ เหนือคนอื่นเสมอ มาจากเหตุมีเจตนาดีไงคะ ข้าพเจ้าแย้งให้อีกฝ่ายสบายใจ

ข้าพเจ้าครุ่นคิดถึงตนเองว่าเคยทํากรรมอะไรทํานองนี้บ้าง เคยเบียดเบียนเฆี่ยนตีใครไว้อย่างพี่คนนี้หรือเปล่า นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ตลอดชีวิตที่มีอาชีพเป็นครูยี่สิบปีเศษ เคยตีนักเรียนอยู่เพียง ๒ ราย ตีตามระเบียบไม่เจ็บปวดอะไร เพราะตนเองก็รู้สึกสงสารเป็นทุนอยู่แล้ว และเด็กเองก็คงไม่รู้สึกเจ็บนัก เพราะพอตีแล้วแกยังยิ้มคํานับขอบคุณข้าพเจ้าเสียอีก ต้องไม่ใช่กรรมเรื่องตีเด็กแน่ๆ ข้าพเจ้าระมัดระวังเรื่องนี้มาก เนื่องจากเคยถูกครูเฆี่ยนอย่างปราศจากเหตุผลในสมัยเด็กๆ จดจําความเจ็บปวดและความอับอายได้ เมื่อต้องเป็นครูเสียเอง จึงไม่กระทําตนอย่างที่เคยรู้สึกรังเกียจ

หนูไม่มีกรรมเรื่องตีเด็กหรอกค่ะ มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ไม่ใช่เรื่องนี้ นึกถึงเรื่องอื่นๆ ก็นึกไม่ออก ไม่เห็นมีสักอย่าง ข้าพเจ้าตอบ ผู้เป็นเพื่อนก็ว่า

งั้นก็เป็นกรรมชาติก่อนตามมาทันก็แล้วกัน ไม่มีเหตุมันเป็นอย่างนี้ไม่ได้หรอกน่า ฝ่ายนั้นยืนยัน

ข้าพเจ้าฟังแล้วก็เห็นด้วย คนเราเกิดกันมานับชาติไม่ถ้วน ทั้งกรรมดีกรรมชั่ว ต่างพากันทําไว้นับไม่ไหว กรรมที่ยังไม่ให้ผลยังมีอยู่มากมาย เรื่องปวดเมื่อยทั้งเนื้อทั้งตัว ปวดถึงในกระดูกอย่างนี้ ต้องมีกรรมเก่าที่ไม่ดีตามมาทันแน่ๆ อยากรู้จริงๆ ก็ต้องทําใจให้ใส เข้าไปใช้ใจของกายข้างในระลึกชาติดูก็ได้

ขณะที่คิดถึงว่าคงเป็นกรรมเก่าให้ผลอยู่นั้นเอง ก็ถึงเวรที่ข้าพเจ้าจะถูกนวด ครั้งนั้นหมอนวดเห็นอาการของข้าพเจ้ายังไม่ดีสมใจ จึงเพิ่มท่านวดแบบใหม่ เหมือนจับแขนจับขาพับดัดไปมาอย่างแรง ความเจ็บปวดที่แล่นปราดเข้าจับใจ ทําให้ใจหมดที่พึ่งก็วิ่งสู่ศูนย์กลางกาย ตามความเคยชินที่ปฏิบัติอยู่บ่อยๆ ทันใดนั้นภาพที่ตนเองดื้อกับแม่ ไม่ยอมนวด ไม่ยอมเหยียบให้แม่ ก็ผุดชัดเจนขึ้นในใจ ราวกับตนเองย้อนไปเป็นเด็กอายุราว ๗-๘ ขวบครั้งนั้น เห็นอาการเสียใจของแม่ เห็นอาการของท่าน เมื่อฟังคําพูดที่ลูกพูดว่าเบื่อเหยียบ ท่านน้อยใจ ขณะเดียวกันก็สงสารข้าพเจ้า ความรักของแม่ที่มีต่อข้าพเจ้ามีมากจนไม่กล้าเรียกข้าพเจ้าเหยียบหรือบีบนวดให้ท่านอีก ทั้งที่ตลอดเวลาเหล่านั้น ท่านปวดเมื่อยเนื้อตัวจนเดินเหินไม่ปกติ

ทําไมหนอเวลานั้นข้าพเจ้าจึงมองไม่เห็นอาการเสียใจของแม่ กลับดีใจที่แม่เลิกใช้ ไม่ต้องเหยียบก็รีบหนีไปวิ่งเล่นกับเพื่อนสบายใจ ปล่อยแม่ให้ปวดเมื่อยทุกข์ร้อนไปตามลําพัง จนบางทีแม่ต้องวานให้พ่อเป็นผู้เหยียบแทน ข้าพเจ้าก็ยังไปนึกตําหนิแม่เสียอีกว่า พ่อไปทํางานมาเหนื่อยๆ แม่ควรนวดให้พ่อ ไม่ใช่ใช้พ่ออย่างนี้

บาปของข้าพเจ้าที่ล่วงเกินแม่ไว้ด้วยกาย วาจา ใจ กายก็ไม่ยอมเหยียบหรือบีบนวดให้ วาจาก็บ่นเบื่อหน่าย ใจก็คิดตําหนิติเตียน ก็พ่อแม่นั้นพระบรมศาสดาของเราตรัสไว้ว่าเป็นดั่งบูรพาจารย์(ครูคนแรก) เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นพระอรหันต์ของลูก ล่วงเกินพระอรหันต์ในบ้านให้น้อยใจเสียใจ

กรรมตามทันแล้ว ข้าพเจ้าจึงปวดเมื่อยในเนื้อตัวกระทั่งในกระดูกถึงปานนี้ ข้าพเจ้าขอเอาความจริงใจที่สํานึกผิดในบาปครั้งนั้น าเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ท่านผู้อ่านท่านใดที่ยังมีบิดามารดาอยู่ จงอย่าทําเหมือนอย่างข้าพเจ้า ขอได้โปรดอดทนปรนนิบัติท่านทั้งสองให้ดีที่สุด แล้วกุศลกรรมนั้นจะตามให้ผลต่อท่านในไม่ช้า ให้มีสุขภาพแข็งแรง สุขกายสบายใจ ไม่ป่วยไข้อย่างข้าพเจ้า ทั้งบุญกุศลที่ท่านกระทํา ยังทำให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในการอนุโมทนา บาปกรรมของข้าพเจ้าจะได้ลดหายคลายจางลงไปบ้าง พอให้ร่างกายนี้ดํารงอยู่ต่อไปอีกสักเล็กน้อย ได้อาศัยใช้สร้างบุญสร้างบารมี ให้เต็มกําลังตามอายุขัยของมนุษย์ในยุคปัจจุบันก็ยังดี

Cr. อุบาสิกาถวิล(บุญทรง) วัติรางกูล จากความทรงจำ เล่ม ๔ บทที่ ๔ 
เมื่อเวลาผ่านไปจึงได้คิด เมื่อเวลาผ่านไปจึงได้คิด Reviewed by สำนักสื่อธรรมะ on 02:35 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.