เถ้าแก่วัยกระเตาะ (ภาค 1)

อาชวิณ ชวาลารัตน์ หรือ น้องแบงค์
..ถ้าหนุ่มน้อยคนนี้...อายุสัก 40 กว่าปี แล้วประสบความสำเร็จจนเป็นเจ้าของกิจการ เราคงไม่ลงทุนไปหาเขาถึงจันทบุรี

..ถ้าหนุ่มน้อยคนนี้...เอามรดกจากพ่อแม่มาทำธุรกิจ จนมีทุกอย่างเช่นวันนี้ เราคงไม่บุกไปสืบค้นเรื่องราวของเขาถึงที่บ้าน

แต่หนุ่มน้อยคนนี้...เริ่มทุกอย่างจากศูนย์ ไม่มีประสบการณ์และเงินลงทุน
ทำไมเขาถึงก้าวขึ้นสู่ความเป็นเถ้าแก่ด้วยอายุเพียง 21 ปีเท่านั้น...!!
.............................................

หนุ่มน้อย อาชวิณ  ชวาลารัตน์  หรือ น้องแบงค์ ปัจจุบันอายุ 24 ปี เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอร์มา อินโนเวชั่น จำกัด และบริษัท แอดแม็กซ์ เอเจนซี่ จำกัด เป็นเจ้าของธุรกิจขายปลีกและขายส่งเครื่องสำอาง อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักบนเว็บไซต์  และยังเป็นเจ้าของธุรกิจรับออกแบบเว็บไซต์ สร้างแบรนด์สินค้า วางแผนและผลิตสื่อโฆษณาทาง โทรทัศน์ วิทยุ และนิตยสาร  ครบวงจร

ผมเข้าวัดพระธรรมกายตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เพราะคุณแม่พามา ซึ่งเดิมทีเดียวคุณแม่ไม่ได้ศรัทธาหรือเชื่ออะไรในวัดนี้เลย ทั้ง ๆ ที่ลูกน้องคุณแม่ชวนท่านบ่อยมาก จนกระทั่งในช่วงปี 2540 คุณแม่ได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤตฟองสบู่แตก ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก รวมถึงไม่มีเงินผ่อนทรัพย์สินที่ดิน บ้านหลายหลัง และรถหลายคันที่มีอยู่ ซึ่งสถานการณ์ตอนนั้นตึงเครียดมาก จนอยู่ ๆ ลูกน้องคุณแม่คนเดิม..พี่เปี่ยมศักดิ์ ได้มาชวนคุณแม่สร้างพระธรรมกายประจำตัว เพื่อเอาบุญช่วยให้รอดพ้นวิกฤต ซึ่งบอกตรง ๆ ว่า ภาวะชอร์ตเงินตอนนั้น..จะมาให้คุณแม่ทำบุญ 30,000 บาท ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ภาพจำลองการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ที่มีองค์พระรายล้อมเป็นแสน ๆ องค์ ช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ จนคุณแม่เกิดความศรัทธา  แล้วยังได้พระของขวัญเป็นของที่ระลึกอีกด้วย  คุณแม่จึงตัดสินใจสร้างองค์พระธรรมกายประจำตัว โดยมีข้อตกลงว่า  ขอยืมพระของขวัญ 1 วัน เพราะพี่เปี่ยมศักดิ์บอกคุณแม่ว่า เป็น  “พระเป็นที่สามารถพูดขอพรจากท่านได้ จะขอนำมาอธิษฐานจิต เพื่อให้ขายบ้านราคา 3.3 ล้าน ที่คุณแม่มีอยู่ได้ และเอาเงินมาปลดหนี้  ซึ่งก็เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ ที่ทำให้คุณแม่เชื่ออย่างไม่มีข้อแม้ว่า พระศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ  เพราะหลังอธิษฐานจิตตอนเช้าแล้วขับรถออกไปทำงานตามปกติ  ยังไม่ถึงที่ทำงานเลย ก็มีเพื่อนที่สนิทกัน โทรมาบอกว่ามีฝรั่งสนใจจะเช่าบ้าน และพอฝรั่งมาคุยที่บ้าน คุยไปคุยมา ก็ตัดสินใจซื้อด้วยราคา 3.3 ล้าน จริง ๆ และได้รับเงินสดภายใน 7 วันอีกด้วย ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจช่วงนั้นตกต่ำสุด ๆ จนไม่คาดคิดว่าใครจะมีกำลังมาซื้อ จากเหตุการณ์นั้นทำให้ครอบครัวเราพ้นจากวิกฤตได้อย่างเหลือเชื่อ นับจากนั้นท่านก็เข้าวัดพระธรรมกายอย่างเข้มข้น ปลุกผมตื่นตั้งแต่ตี 5 พาผมไปวัดด้วยทุกครั้งไม่ขาดเลย แม้กระทั่งผมจะสอบในวันรุ่งขึ้นก็ไม่เคยขาดการไปวัด เพื่อไปทำบุญบูชาข้าวพระวันอาทิตย์ต้นเดือน และคุณแม่ยังให้ผมขึ้นปฏิบัติธรรมที่สวนพนาวัฒน์ทุกปี เพื่อฝึกการนั่งสมาธิ รักษาศีล 8  และยังให้ผมเข้าร่วมกิจกรรมเป็นอาสาสมัครแผนกวีแอคทีฟของที่วัด ซึ่งทำให้ผมเจอเพื่อนวัยเดียวกันเป็นจำนวนมาก และได้รับการหล่อหลอมโดยคำสอนของหลวงพ่อนับจากนั้นมาโดยตลอด...

ต่อมาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเรียน ตอนใกล้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย แม่อยากให้ผมสอบเข้าจุฬาฯ หรือธรรมศาสตร์ให้ได้ แต่ในใจลึก ๆ ผมไม่อยากเรียนที่นี่เลย เพราะอยากเรียนที่ ABAC อยากเรียนแบบอินเตอร์หรู ๆ เพราะรู้สึกมันเหมาะกับจริตของผมมากกว่า แต่แม่ก็ไม่เห็นด้วย กลัวว่าหากส่งผมไปเรียนที่นี่แล้วจะเสียคน หัวสูง จมไม่ลง กลัวจะต้องซื้อรถราคาแพง ๆ ให้ผมขับ ต้องเปลี่ยนรถให้ผมบ่อย ๆ อีกทั้งค่าเทอมก็ยังแพงลิบ จนผมไปอธิษฐานขอบารมีคุณยายอีกว่า ขอให้ผมได้เรียนในสิ่งที่ผมชอบและเป็นตัวผมมากที่สุด และผมก็มีความสุขกับมันด้วย เหลือเชื่อจริง ๆ ครับ ผมได้โควต้าของโรงเรียน ได้ทุนเรียนฟรีที่ ABAC ตอนนั้นผมดีใจจนบอกไม่ถูกเลยครับ ซึ่งแม่ก็ยินยอมให้เรียน

จากนั้นผมก็อธิษฐานขอคุณยายต่อไปว่า ขอให้ผมได้เพื่อนกลุ่มที่ดี ๆ ไม่โอเวอร์ติดหรูจนต้องทำให้ผมเสียคน ขอให้ได้เพื่อนที่รักเรียน และสามารถเข้ากันได้ดีด้วย ซึ่งก็จริง ๆ ครับ เมื่อผมเข้าเรียนที่นี่..สังคมของเขาไฮโซสมกับคำร่ำลือจริง ๆ แต่ผมกลับได้เพื่อนที่แม้รวยก็จริง แต่ไม่เวอร์ อีกทั้งยังรักเรียนด้วย ซึ่งกลุ่มของผมมีกันประมาณ 10 คน จึงทำให้ผมใช้ชีวิตการเรียนที่นี่อย่างมีความสุข เพื่อนผมทุกคนรู้ว่าผมเรียนดี สมาธิดี จำแม่น และผมต้องไปวัดทุกอาทิตย์ต้นเดือน เมื่อมีงานบุญใหญ่เพื่อน ๆ จะร่วมทำบุญกับผมด้วย   จนกระทั่งปี 3 ผมได้เข้าโครงการที่เรียกว่า WORK & TRAVEL คือ เป็นโครงการที่ให้นักศึกษาไปเที่ยวและฝึกงานที่ต่างประเทศในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ซึ่งประเทศที่ผมได้ตอนนั้น คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งผมก็อธิษฐานขอคุณยายอีกครับว่า ขอให้ผมได้งานดี ๆ งานเบา ๆ หัวหน้าใจดี และก็ได้ค่าจ้างสูง ๆ ซึ่งปรากฏว่า ผมเป็นคนเดียวในกลุ่มเพื่อนที่โชคดีได้งานสบายที่สุด แถมได้เงินดีที่สุดอีกด้วย คือ เพื่อน ๆ แต่ละคนจะได้อัตราค่าจ้างกันที่ 7-8 เหรียญ ต่อชั่วโมง แต่ผมได้ถึง 10.25 เหรียญ ต่อชั่วโมง แถมได้ทำงานในเวลาปกติ ส่วนเพื่อนต้องทำงานกะ 4 ทุ่มถึงตี 4 ซึ่งเป็นช่วงที่เขานอนกัน แถมเพื่อนบางคนต้องยืน ต้องเหนื่อยทั้งวัน กว่าจะได้ค่าจ้าง ส่วนผมแค่นั่งในห้องแอร์เย็น ๆ เอาเอกสารใส่เครื่องย่อยกระดาษเฉย ๆ แล้วก็แปะบาร์โค้ด ซึ่งพอเพื่อนมาเห็น ต่างก็แปลกใจถามผมว่า เขาให้ผมทำแค่นี้เองหรือ จนผมมีเวลาเหลือจึงไปถามหัวหน้าว่ามีงานอื่นอีกไหม เพราะอุตสาห์บินมาถึงอเมริกาทั้งที อยากทำงานให้ได้เงินเยอะกว่านี้ เขาก็อนุญาตให้ทำงานเพิ่มในวันหยุด แต่ก็เป็นงานสบายอีก โดยให้ไปทำงานจัดสต็อกสินค้า ทำให้ผมมีเงินรายได้เพิ่มเข้ามาอีกก้อน รวมแล้วมากกว่าเพื่อนคนอื่น ๆ มาก จนกระทั่งผมมีเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงก้อนแรกของชีวิต จึงรีบโอนเงินจากอเมริกามาทำบุญสร้างพระได้ถึง 20,000 บาท ในวันคุ้มครองโลกที่วัดพระธรรมกาย ความรู้สึกในตอนนั้นของผม คือ ดีใจ เป็นปลื้มสุด ๆ เพราะตั้งแต่เด็ก เวลาไปวัดกับแม่ทีไร แม่ก็จะให้สตางค์ 100 บาท เพื่อให้ไปทำบุญ ผมจึงได้แต่เก็บความรู้สึกลึก ๆ ไว้ในใจว่า สักวัน...ผมต้องมีเงินทำบุญเป็นกอบเป็นกำ ที่หามาได้ด้วยตัวเอง...

จากนั้น พอผมบินกลับมาเมืองไทย มาเรียนปี 4 ต่อ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายแล้ว ช่วงนั้นแม่มาคุยกับผมว่า ถ้าเรียนจบแล้วจะทำงานอะไร ลองขายของทางเน็ตดีไหม..? ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจในสิ่งที่แม่เสนอมาเลย แต่แม่พูดบ่อยจนผมต้องเปิดเว็บทิ้งไว้อย่างนั้น เป็นเว็บเปล่า โดยไม่มีของอะไรไปขายทั้งนั้น เพราะไม่รู้จะขายอะไรจริง ๆ

เวลาผ่านไปเดือนสุดท้ายก่อนจบ แม่ก็พูดกับผมขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า ลูกแบงค์..ตั้งแต่แม่เรียนจบมา แม่ไม่เคยขอสตางค์ตากับยายเลยนะ พอฟังอย่างนี้แล้ว ก็เข้าใจว่าแม่กำลังจะสอนผมว่า นับจากนี้...ผมต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเองให้ได้ ต้องรับผิดชอบตัวเองแล้ว ความรู้สึกของนักศึกษาส่วนใหญ่ที่ใกล้เรียนจบจะเปรียบเสมือนตัวเองไปยืนอยู่บนปากเหวสูง ๆ และถูกบังคับให้ตัดสินใจว่า จะไปซ้ายหรือไปขวาดี โดยไม่รู้อนาคตว่าจะรุ่งหรือจะร่วง จะทำอะไรต่อไปดี ซึ่งก็มีทั้งพวกที่ไปเรียนต่อ ทั้งพวกที่พ่อแม่รวย..และยังแบมือขอสตางค์พ่อแม่ต่อไป และอีกประเภทหนึ่งที่มีมากที่สุด คือ ต้องเข้าสนามแข่งขันแย่งชิงงานที่แสนจะหายาก และถึงแม้หางานได้อัตราเงินเดือนก็อยู่ที่ 12,000 -15,000 บาทเท่านั้น !

..และแล้ววันหนึ่ง ผมได้ไปซื้อกล้องถ่ายรูปมา แล้วเขาแถมพรินเตอร์มาด้วย แต่ผมไม่อยากได้พรินเตอร์ จึงถ่ายรูปพรินเตอร์ไปลองขายในเน็ตเล่น ๆ ดู  คิดว่าหากขายไม่ได้ก็ไม่ซีเรียส แต่อยู่ ๆ ก็มีคนโทรเข้ามาซื้อหลังจากนั้นไม่นาน จนผมเริ่มมีความคิดขึ้นมาว่า เฮ้ย..! มันขายได้....ขายได้จริง ๆ  จากนั้นผมก็ลองไปเอาสมุนไพรลดน้ำหนักของเพื่อนมาถ่ายรูปขึ้นเน็ตดู ถ่ายแบบไม่ได้สวย ไม่ได้น่าเชื่อถืออะไรเลย แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นานเช่นกัน ในวันที่ผมสอบวันสุดท้ายก่อนเรียนจบ มีคนโทรมาหาผม ขอสั่งสมุนไพรลดน้ำหนัก ชุดละ 190 บาท แล้วเขาก็โอนเงินพร้อมกับค่าส่งมาให้ จากนั้นผมก็ไปเอาของและไปส่งให้เขาทางไปรษณีย์ ตอนนั้นผมได้กำไรชุดละ 40 บาท นั่นคือ ลูกค้ารายแรกในชีวิต เป็นความประทับใจที่ผมจำได้มาจนถึงทุกวันนี้ และผมก็ค้นพบว่า ตัวเองมีความสุขกับการพูดคุยแนะนำสินค้ามาก ผมจึงมานั่งคำนวณเล่น ๆ ว่า หากเราขายได้วันละ 10 ชุด ก็จะได้กำไรวันละ 400 บาท เดือนหนึ่งมี 30 วัน ก็จะมีรายได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรถึง 12,000 บาท รายได้เท่ากับเพื่อนที่ออกไปทำงานนอกบ้านเลย ผมจึงเริ่มเอาครีมและอาหารเสริมตัวอื่นมาลงขายในเน็ตอีก จนผมรู้สึกมั่นใจว่ามันขายได้จริง ๆ จึงตัดสินใจบอกแม่ไปว่า ผมไม่ไปเป็นลูกน้องใครดีกว่า จะทำอาชีพนี้แหละครับแม่ จนกระทั่งหลังรับปริญญา ผมจึงเปิดบริษัทของตัวเอง ซึ่งผมก็ถือหลักวิชาที่หลวงพ่อสอนผมมาตลอด โดยตั้งเป้าหมายแล้วเอาบุญเป็นที่ตั้ง คือ เมื่อผมเริ่มมีรายได้เป็นของตัวเองบ้างแล้ว แม้จะไม่มากก็ตัดสินใจทำบุญอย่างเต็มกำลังทันที โดยรวมเงินรายได้ที่ได้จากธุรกิจก้อนแรก คือ  20,000 บาท ทุ่มทำบุญทอดกฐินและบุญสร้างอาคาร 60 ปี จากนั้นผมก็ขายดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงงานทอดกฐินปีต่อมา ผมสามารถทำรายได้จนมีเงินทำบุญด้วยยอดที่เพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท และชวนคนทำบุญได้อีก 15,000 บาท จนกระทั่งมาถึงงานทอดกฐินปี 51 และบุญหล่อรูปเหมือนทองคำหลวงปู่วัดปากน้ำ ตอนนั้น..ใจผมอยากทำบุญหล่อท่านด้วยทองคำหนัก 10 บาท ซึ่งตีเป็นยอดเงินก็ 150,000 บาท ซึ่งหากเทียบแล้วเป็นอัตราที่มากกว่าการทำบุญกฐินปีที่แล้วของผมถึง 5 เท่าตัว ตอนนั้นผมนึกไม่ออกเลยว่าจะเอาเงินมาจากไหน เพราะรายได้จากธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นก็ไม่ได้มากถึงขนาดที่จะทำบุญได้ถึงขนาดนี้ จนผมตัดสินใจไปอธิษฐานขอหลวงปู่ว่า “หลวงปู่ครับ เงินที่ไหลเข้ามาในบัญชีผมทั้งหมด นับจากวันนี้จนถึงวันทอดกฐิน มีเท่าไรผมถวายหลวงปู่หมดเลยครับ” ซึ่งพออธิษฐานเสร็จเท่านั้นล่ะครับ...ก็เกิดโกลาหลยกใหญ่ เพราะไม่รู้ผู้คนจากไหนโทรมาสั่งซื้อสินค้ากันจนผมแทบไม่ได้ทานข้าวกลางวัน สายเข้าชนิดที่ว่าสายซ้อนสายตลอดเวลา จานข้าวที่ผมตักมาตั้งไว้ตรงหน้า 1 ชั่วโมง ก็ยังไม่ได้กินเลยครับ และยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าโทรมาสั่งของกันตั้งแต่ตี 5 จนกระทั่งถึงวันทอดกฐิน ผมไปกดเงินในบัญชี ปรากฏว่ามีเงินเป็นแสน ซึ่งมากเป็นประวัติการณ์ในการขายเลยครับ ผมตื่นเต้นจนมือไม้สั่นไปหมด ผมกดจนเงินหมดบัญชี ขณะนำไปถวายทำบุญผมปลื้มจนน้ำตาไหล เพราะผมได้ทำบุญอย่างสุดตัว สุดชีวิตแล้วครับ ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยทำบุญถึงระดับแสนมาก่อนเลย พอถวายเสร็จปรากฏว่าลืมไปเลยครับว่าผมไม่มีเงินเติมแก๊สขับรถกลับจันทบุรี อีกทั้งยังต้องจ่ายค่าทางด่วน 4 ด่าน รวมแล้ว 120 บาท ซึ่งผมกับแม่กำลังปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี และแล้วก็เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น ผมกับแม่เดินทางออกไปจนถึงหน้าวัด ก็มีโทรศัพท์เข้ามาสั่งสินค้าบอกว่าจะเอาเดี๋ยวนี้ และบอกให้ไปส่งหน้าบ้านพร้อมจ่ายเงินสดค่าสินค้าทันที 4,000 บาท ทำให้วันนั้นผมรอดครับ และหลังจากทำบุญกฐินงานนี้ และถวายทองคำจนครบ 10 บาท พี่หนึ่ง..ผู้ประสานงานก็โทรศัพท์มาอนุโมทนาและบอกผมว่า ปีหน้าจะให้ผมเป็นประธานกองกฐิน อีกทั้งยังย้ำอีกว่า เขาเชื่อมั่นว่าผมทำได้ พอผมฟังดังนั้น ผมอึ้งเลยครับ แต่ก็สนใจครับ เพราะลึก ๆ ในใจผมอยากเป็นประธานกองให้ได้ด้วยตัวเองสักวันหนึ่งอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะต้องเร็วถึงขนาดนี้ แล้วอีกอย่างผมยังไม่เห็นลู่ทางมาของเงินว่าจะทะลักมาจากไหนได้เยอะขนาดนั้นเลย แค่ทำบุญกฐินปีนี้ และถวายทองคำ 10 บาท ก็หมดเกลี้ยงบัญชีแล้ว แต่ปรากฏว่า อานุภาพบุญส่งผล เพราะหลังจากที่ผมทำบุญกฐินหมดบัญชีไป ปีนั้นเกิดอะไรขึ้นไม่ทราบ ยอดขายทะลุทะลวงจากทุกทิศทางจนผมเองก็งงไปหมด ทั้ง ๆ ที่เป็นปีที่เศรษฐกิจดาวน์ลงขนาดนี้ แต่ผมมีเงินเข้ามากถึงขนาดสามารถเป็นประธานกองกฐินปี 52 ได้สำเร็จจริง ๆ ซึ่งเงินก้อนนี้ คือ 1 ล้านแรกของชีวิตที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงจริง ๆ แล้วผมก็ภูมิใจที่สุดกับการที่ได้ทำบุญตรงนี้ เพราะบุญการสร้างอาคาร 100 ปี คุณยายอาจารย์ฯนี้ จะเป็นศูนย์รวมของการเผยแผ่ธรรมะไปทั่วโลก เป็นทั้งโรงเรียนปริยัติธรรม เป็นทั้งศูนย์ค้นคว้าคำสอนดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นทั้งที่ผลิตสื่อธรรมะที่ขยายไปทั่วโลก และเป็นอาคารที่รองรับงานบุญทุกอย่างในอนาคต ซึ่งผลบุญตรงนี้ผมเชื่อว่า..ก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตทุกด้าน และมีพร้อมในทุกสิ่ง...



ตอนนั้น..ผมทำบุญมากจนเพื่อนในกลุ่มผมตกใจมาก ถามผมว่า “ไอ้แบงกค์..บ้าไปหรือเปล่าวะ..ทำไมทำบุญอะไรมากขนาดนี้...” ผมก็ตอบเขาไปว่า ที่ผมมีทุกอย่างในวันนี้ ก็เพราะทำบุญทอดกฐินอย่างสุดกำลังมาโดยตลอด ซึ่งเขาก็เห็นพัฒนาการในชีวิตผมมาโดยตลอดว่า เราเรียนจบมาพร้อมกัน แต่วันนี้เราต่างจากเพื่อนหลาย ๆ คนที่ย่ำอยู่ที่เดิม หรือทำงานได้เงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท หรือบางคนแย่หน่อย เปลี่ยนงานบ่อยมาก ส่วนพวกที่ร่ำรวยพ่อแม่เลี้ยงได้ ก็ยังไม่มีความภาคภูมิใจจากการสร้างสมบัติอะไรให้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเองเลย แต่ตอนนี้ผมสามารถซื้อรถเบนซ์ป้ายแดงให้แม่ได้ ซื้อตึกใหม่ขยายกิจการมูลค่า 6 ล้านได้ เป็นเจ้าของบริษัท มีลูกน้องที่ดีหลายคน  มีเงินทำบุญเป็นล้าน และทำได้มากกว่าล้านไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เพิ่งทำงานมาแค่ 3 ปี อีกทั้งยังประสบความสำเร็จด้วยวัยเพียง 24 ปีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีประสบการณ์อะไรเลิศเลอมาจากไหนเลย

รถเบนซ์ที่ซื้อให้คุณแม่

ออฟฟิศใหม่ ที่ซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรง 6 ล้านบาท
หากวันนี้..มีคนว่าผมว่าโดนวัดพระธรรมกายหลอก ผมก็ยอมนะครับ เพราะผมยิ่งเชื่อ ยิ่งทำ ก็ยิ่งรวย ในทางกลับกัน หากผมเป็นคนธรรมดา ๆ ที่คิดไม่แตกต่าง คือ เมื่อมีคนมาชวนผมทำบุญกับวัด แล้วผมก็คิดแค่ว่า ทำ ๆ ไปให้มันจบ ๆ สัก 100 บาท ก็มากที่สุดแล้ว แล้วผมไม่คิดต่อจนเกิดความคิดอย่างมุ่งมั่นว่า อยากทำบุญให้ได้สักล้านบาทในชีวิต ชีวิตผมตอนนี้..ก็คงอยู่แค่ไหนก็แค่นั้นแหละครับ แต่เพราะผมมีเป้าในการทำบุญที่สูงพอที่จะผลักดันตัวเองให้เค้นศักยภาพทั้งหมดที่มีมาทำธุรกิจ เพื่อให้มีเงินมาทำบุญมาก ๆ ซึ่งผลก็คือ นอกจากผมจะได้เงินทำบุญตามที่ตั้งใจไว้แล้ว บุญยังส่งผลโดยตรงกับตัวเอง คือ รายได้ที่ล้นเกินนอกเหนือจากการตั้งใจเอาไว้ทำบุญ มันก็ทะลักเข้าบัญชีอย่างเหลือเชื่อตามไปด้วย จนปัจจุบันผมมีกำลังซื้อตึกขยายธุรกิจได้ ซื้อรถเบนซ์ได้ แล้วสุดท้ายสมบัติที่เกิดขึ้นอย่างมากมายก็เป็นของเราเองครับ



ทุกวันนี้..คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจในตัวผมมาก เพราะผมเป็นลูกชายเพียงคนเดียว จึงถูกเลี้ยงมาแบบตามใจ ซึ่งมีโอกาสเสียคนได้ง่ายมาก แต่แม่บอกว่า ตั้งแต่แม่มาเจอวัด พาลูกเข้าวัด ผมก็ถูกคำสอนของหลวงพ่อหล่อหลอม จนแม่ไม่ต้องพูดอะไรมาก จากที่คิดว่าจะเสียคน ก็ได้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เป็นที่พึ่งให้เขาได้ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้นะครับ เพราะไม่ว่าเราจะเป็นพ่อแม่ที่รวยมหาศาลมาจากไหนก็ตาม ถามว่าจะต้องจ่ายเงินเท่าไรลูกของเราถึงจะดีและประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเองดังทุกวันนี้  หรือจะต้องให้ใครมาสอนลูกเรา เพื่อให้เขามีวันนี้ แล้วที่สำคัญสอนแล้ว..ลูกจะได้อย่างนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้…!!



หลายคนอาจดูว่าผมเป็นน้องแบงค์ผู้ที่โชคเข้าข้าง แต่คิดดูดี ๆ เถิดครับ โชคจะเข้าข้างคนมีบุญเท่านั้น ดังนั้นผมจึงต้องทำให้ตัวเองมีบุญมาก ๆ ซึ่งผมเชื่อว่า..บุญที่ผมทำแล้วส่งผลกับผมเร็วแรงที่สุดตามที่ผมเล่า คือ การทำบุญทอดกฐินในแต่ละปี เพราะเป็นกาลทาน ซึ่งถ้าเราสั่งสมบุญจนเป็นผู้มีบุญมากพอแล้ว โอกาสและจังหวะชีวิตของเราก็มาก แต่หากเราไม่หมั่นสั่งสมบุญ เราก็เป็นผู้มีบุญน้อย โอกาสและจังหวะที่จะเข้ามาในชีวิตเราก็น้อย ไม่ว่าจะใช้ความพยายามมากขนาดไหนก็ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตสักทีครับ ดังนั้นเลือกเอานะครับว่า เราจะออกแบบชีวิตของตัวเองแบบไหน...”

มีต่อ ภาค 2....เพราะเหตุการณ์พลิกผันของ “แบงค์” ก็เกิดขึ้นอีกจนได้...โปรดพลิกหน้าถัดไป.... คลิก http://dhamma-media.blogspot.com/2016/08/2_15.html


Cr. ร. ลิ่วเฉลิมวงศ์ สำนักสื่อธรรมะ
         

 
   


เถ้าแก่วัยกระเตาะ (ภาค 1) เถ้าแก่วัยกระเตาะ (ภาค 1) Reviewed by สำนัก สื่อธรรมะ on 02:12 Rating: 5

1 ความคิดเห็น:

  1. ขอให้รวยยิ่งๆๆขึ้นไปค่ะ และรวยบุญบารมีรวยคุณงามความดีค่ะ

    ตอบลบ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.