เถ้าแก่วัยกระเตาะ (ภาค 2)

อาชวิณ ชวาลารัตน์ หรือ น้องแบงค์


8 เดือนผ่านไป..ไวเหมือนโกหก
แต่เรื่องราวที่เล่าต่อไปนี้ไม่ใช่เรื่องโกหก
แต่เป็นเรื่องจริง..ที่แรง
เพราะถ้าเรื่องนี้ไม่แรงจริง
ทีมงานเราคงไม่บุกลุยไปหาเขาอีกรอบ
และวินาทีต่อจากนี้ คุณจะรู้ว่า..เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตแบงค์
หลังจากที่แบงค์กวาดเงินจากทุกบัญชีทำบุญจนหมด !!!

นับจากวันนั้น..ถึงวันนี้ ก็ประมาณ  8 เดือน ที่น้องแบงค์ได้ปิดบัญชีทำบุญทอดกฐินปี 53 ไป

“..ผมกวาดเงินจากทุกบัญชีมาทำบุญไปที่ 1 M จนทุกบัญชีเป็นศูนย์ หลังจากนั้น 3 เดือน รายได้ก็เข้ามาจากทุกทิศทุกทางจนเงินงอกกลับคืนมาที่ล้านเท่าเดิม เหมือนไม่ได้ทำบุญ แต่เราได้บุญไปแล้ว
ผมปิดบัญชีทำบุญมาตั้งแต่เด็ก คือ มี 20 บาท ผมก็ทำหมด 20 บาท มีร้อย ผมก็ทำหมดที่ร้อย มีเงินระดับพัน ก็ทำหมดที่พัน มีระดับหมื่น ในสมัยที่ได้เงินค่าฝึกงานตอนเป็นนักศึกษา ผมก็ปิดบัญชีที่ 20,000   และวันนี้มีล้าน ผมก็ปิดที่ล้าน เป็นแบบนี้ทุกปีเลย

ในความรู้สึกแรกเหมือนเงินเราหมด แต่ไม่เคยหมดเลยสักครั้ง แถมวิธีนี้กลับทำให้ธุรกิจของผมโตเร็วอย่างเหลือเชื่อ อย่างปีที่แล้วจากเดิมที่ผมตั้งใจทำบุญที่ M คือ ปวารณาว่าจะขอทำเพิ่มไปที่ 5 M ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นผมก็ไม่มีเงิน และหลังจากนั้นผมไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากอธิษฐานขอกับหลวงปู่วัดปากน้ำ แล้วก็ดำเนินธุรกิจเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่อยู่ดี ๆ ก็เจอแจ็กพอตแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพราะอยู่ ๆ ลูกค้าของผมได้ซื้ออาหารเสริมไปให้เพื่อนกินแล้วเกิดได้ผลมาก จนเพื่อนเขาหาทางติดต่อมาหาผม มาคุยว่า จะขอซื้อไปขายในช่องทางของเขา  โดยสั่งซื้อที่ยอดสูงเกือบ 10 ล้านบาทต่อเดือน ตอนนั้นผมอึ้งไปหมดเลยครับ เพราะตั้งแต่ผมทำธุรกิจมา ยังไม่เคยมียอดการสั่งซื้อที่สูงมากขนาดนี้มาก่อน ผมทึ่งมากว่ามันเป็นไปได้อย่างไร เพราะลูกค้าคนนี้ ผมไม่ได้ไปเสาะแสวงหามาเลย แต่อยู่ ๆ เขาเข้ามาหาเราเอง อีกทั้งยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และมากไปกว่านั้น พอมีเจ้าอื่นมาเสนอขายสินค้าตัวเดียวกับที่ผมมีให้เขา ลูกค้าคนนี้ก็ไม่ยอมเปลี่ยนเจ้าไปไหน ยังคงพอใจที่จะซื้อกับผม และอย่างล่าสุดหมาด ๆ นี่เองครับ...ในการทอดกฐินปี 54 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ผมได้ปาวรณาตั้งใจไว้ว่าจะทำที่ 3 M เป็นอย่างน้อย ทั้ง ๆ ตอนที่ปวารณาก็ยังไม่มีเงินเลยครับ เพราะอยู่ในช่วงการลงทุนขยายกิจการและตกแต่งออฟฟิศแห่งใหม่  แต่พอปวารณาเสร็จ อยู่ ๆ ลูกค้าที่เพิ่งสั่งสินค้ากับผมไปเกือบ 10 ล้านบาทคนเดิม ก็เกิดอะเลิร์ตอะไรก็ไม่ทราบ มาสั่งสินค้าตัวใหม่เพิ่มอีกเกือบ 10 ล้านบาท จนผมรู้สึกอัศจรรย์แบบสุด ๆ อย่างนี้ไม่เรียกว่าบุญแล้วจะให้เรียกว่าอะไรครับ...

ผมว่าธุรกิจของเราก็เป็นเหมือนการทำบุญของเรานั้นแหละ เพราะธุรกิจจะขยายตามบุญที่เราทำ เมื่อเราเขยิบขยายใจทำบุญมากขึ้น กิจการก็ขยับพุ่งขึ้นแบบพรวดพราด อย่างปีแรก พ.ศ. 2550 ที่ผมทำธุรกิจ ก็มีแค่ 1 เว็บไซต์ พอเข้าปีที่ 2  ก็ขยายเป็น 2 เว็บไซต์  จนปี 2553 มี 6 เว็บไซต์ มาปีนี้มี 9 เว็บไซต์ อีกทั้งออฟฟิศก็ยังขยายเพิ่ม จากที่เคยมีออฟฟิศเล็ก ๆ ที่จังหวัดจันทบุรี 1 ที่ ก็ขยายมาอยู่ออฟฟิศใหม่ที่เพิ่งซื้อ 6 ล้านบาท แต่เดียวนี้มามีออฟฟิศเพิ่มที่กรุงเทพฯ อีก 1 แห่ง และบ้านใหม่ที่กรุงเทพฯ อีก 1 หลัง และมากไปกว่านั้นลูกน้องก็เพิ่มจาก 1 คน เป็น 10 คน และภายใน 8 เดือน ก็เพิ่มมาเป็น 20 คน  ผมคิดว่า..เป็นเพราะผลบุญจากกฐินปีที่แล้วแท้ ๆ หรือก่อนนั้น ซื้อรถเบนซ์ให้แม่คันเดียว แต่ปีนี้ซื้อรถเพิ่มถึง 2 คัน คือ คันแรกเป็นรถเก๋งไว้ใช้เอง ส่วนอีกคันเป็นรถตู้ เพื่อจะได้พาคนไปวัดกับเราเพิ่มขึ้น “
ออฟฟิศใหม่ที่กรุงเทพฯ ซื้อมา 3.8 ล้านบาท

บ้านใหม่ที่กรุงเทพฯ รวมค่าตกแต่งแล้ว ราคาประมาณ 7 ล้านบาท

รถตู้คันใหม่ที่เพิ่งถอยมา จะได้พาคนไปวัดกับเราได้เพิ่มขึ้น

การที่แบงค์ชอบทำบุญแบบปิดบัญชีมาตลอด ทำให้บางคนรับไม่ได้ …?..?...!!!

“เคยได้ยินคำว่า รวยแบบพุทธกาล ไหมครับ ถ้าไม่เคยได้ยิน จำไปใช้ก็ได้ครับ  ผมอยากให้ไปศึกษาเรื่องราวในสมัยพุทธกาล เพื่อดูว่าเศรษฐีในสมัยพุทธกาลเขารวยกันมาได้อย่างไร เช่น เมณฑกเศรษฐี ซึ่งเป็นปู่ของนางวิสาขา ในอดีตชาติได้ถวายข้าวมือสุดท้ายแด่พระปัจเจกพระพุทธเจ้า ทั้ง ๆ ที่ตัวเองและคนในครอบครัวทั้งหมดกำลังจะอดตาย   ถามว่า ณ ตอนนั้นท่านทำบุญจนหมดตัวไหมครับ..หมดครับ หมดกว่าผมอีก แต่นี่ผมยังมีข้าวกิน และด้วยบุญนี้ก็ส่งผลให้มีข้าวงอกขึ้นมาในหม้อ จนท่านสามารถเลี้ยงคนได้ทั้งเมือง ซึ่งนับจากภพชาตินั้นท่านก็เป็นเศรษฐีที่รวยสุด ๆ และได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันในชาติที่มาเจอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา หรือมาดูกรณีศึกษาของนายติณบาล ในสมัยของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่อยากทำบุญทอดกฐินมาก เลยเอาเสื้อผ้าที่มีเพียงชุดเดียวไปขาย จนต้องนุ่งใบไม้ ถามว่าทำบุญจนหมดตัวไหมครับ..หมดครับ หมดกว่าผมอีก นี่ผมยังมีเสื้อผ้าใส่เต็มตู้ และบุญนี้ก็ส่งผลให้พระราชาพระราชทานทรัพย์จนกลายเป็นเศรษฐีในชาตินั้นเป็นอัศจรรย์ หรือมาดูกรณีของจูเฬกสาฎกพราหมณ์สองสามีภรรยา ที่ยากจนสุด ๆ ถึงขนาดไม่มีผ้าจะใส่ คือ มีผ้าห่มที่ใช้คลุมกายเพียงผืนเดียว เวลาจะออกไปฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องผลัดกันไป

ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทรงยอมเทศน์ถึงปัจฉิมยาม คือ เทศน์ถึงเช้าเลย เพื่อเปิดใจให้พราหมณ์ยอมสละผ้ามาถวาย

จากเหตุการณ์นี้ขอถามว่า ที่ท่านทำอย่างนี้เป็นเพราะพระพุทธเจ้า ท่านอยากได้ผ้าผืนเก่าๆ ผืนนั้นหรือเปล่า ....... เปล่าเลย แต่ท่านอยากให้พราหมณ์สละความตระหนี่ออกจากใจ เพื่อบุญนี้จะได้ไปแก้ผังจนของพราหมณ์คู่นี้ได้ และผมขอถามว่า ที่พราหมณ์ยอมถวายผ้าที่มีอยู่แค่ผืนเดียว พราหมณ์ทำบุญจนหมดตัวไหม... หมดครับ หมดมากกว่าผมอีก แต่สุดท้ายด้วยผลบุญนี้ก็ทำให้พระราชาพระราชทาน ช้าง 4 ม้า 4 สตรี 4 ทาสี 4 บุรุษ 4 บ้านส่วย 4 ตำบล และกหาปณะ 4 พัน ให้แก่พราหมณ์

นี่จะเห็นว่าการทำบุญปิดบัญชีของผมที่กวาดมาหมดทุกบัญชี แบบถี่ ๆ ขนาดนี้ ผมก็เลียนแบบคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกประการ ทำเหมือนยาจกที่ก้าวขึ้นมาเป็นเศรษฐีของเมืองในสมัยพุทธกาล และสุดท้ายก็จริง ๆ ครับ บุญได้ส่งผลให้ผมได้สมบัติอัศจรรย์ในทำนองคล้าย ๆ กับคนในสมัยพุทธกาล คือ ธุรกิจผมมันโตเร็วมาก”


ช่วยสรุปสูตรความรวยส่วนตัวของแบงค์ให้ฟังได้ไหม ?

“ถ้าข้อไหนคิดว่าดีก็เลือกไปทำได้ เพราะเป็นสูตรที่ผมใช้แล้วประสบความสำเร็จมาถึงปัจจุบัน
1. ให้เอาบุญเป็นที่ตั้ง  คือ ก่อนจะเริ่มธุรกิจอะไร เราต้องทำบุญใหญ่ ๆ ก่อน เพื่อจะได้มีบุญมากพอที่จะรับสมบัติใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
2. ผมคิดว่า หากเรามีกำลังทรัพย์เอาเงินไปซื้อของแพง ๆ ได้มากเท่าไร เราก็ต้องสามารถสละความตระหนี่เอาเงินมาทำบุญได้มากกว่าเท่านั้น เพราะหากเราทำอย่างนี้ได้  ใจจะมีกำลังในการสละที่มาก ซึ่งส่งผลให้บุญที่เกิดขึ้นเป็นบุญที่มีกำลังมาก สามารถไปดึงดูดทรัพย์ที่ต้องใช้บุญที่มากในการครอบครองมาเป็นของเราง่าย ๆ
3. ผมอธิษฐานตลอดเวลาว่า ขอให้ผมเป็นทางผ่านของทรัพย์ เพื่อมาสร้างประโยชน์อย่างสูงสุดกับพระพุทธศาสนา
4.ให้ทำบุญเต็มที่เต็มกำลังของเรา ซึ่งการเต็มที่เต็มกำลังไม่ได้หมายถึงต้องทำหลักล้าน  แต่ขึ้นกับว่าเราทำแบบสุด ๆ ได้ที่เท่าไร อย่างสมัยผมเป็นเด็กผมก็ทำเต็มที่ 10 บาท พอโตขึ้นมีกำลังทำเต็มที่ 100 บาทก็ทำที่ 100 บาท แต่ตอนนี้ผมทำเต็มกำลังได้ที่หลักล้าน ผมก็ทำที่ล้าน แต่บางคนเขาอาจจะทำเต็มกำลังได้ที่หลักสิบ ๆ ล้าน นั้นก็คือเต็มกำลังของเขา เพราะผมคิดว่า..การทำบุญเต็มกำลัง เวลาบุญส่งผล กำลังการส่งผลจะมาก เนื่องจากเราต้องใช้กำลังใจในการสละความตระหนี่มาก
5. ต้องรักษาศีล 5 เป็นอย่างน้อย คือ เวลาทำธุรกิจต้องจริงใจ อย่าไปโกหกลูกค้า เพราะถ้าเราหลอกเขา ไม่จริงใจกับเขา ในที่สุดแล้วเราจะไปไม่รอด เพราะในโลกของธุรกิจมีคู่แข่งมากมาย ซึ่งถ้าวันใดเขารู้ว่าเราหลอกเขา เขาก็จะเปลี่ยนไปซื้อเจ้าอื่น เราก็จะเสียโอกาสไป และที่สำคัญอย่าดื่มเหล้า เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้วันรุ่งขึ้นเราเกิดอาการแฮ้งก์ งัวเงีย ไม่สดชื่นพอที่จะทำงาน ทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ อีกทั้งการดื่มเหล้าจะทำให้เราเสียทั้งสุขภาพเสียทั้งเงินอีกด้วย
6. นั่งสมาธิก่อนนอนทุกวัน และแต่ละปีก็ให้จัดเวลาไปนั่งสมาธิปีละ 2 ครั้งเพื่อเติมบุญอย่างยิ่งยวดให้กับตัวเอง แล้วให้ชวนคนใหม่ไปนั่งสมาธิด้วย เพราะการทำหน้าที่กัลยาณมิตรชวนคนทำความดี ทำให้เรามีบริวารสมบัติที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่ดี
7. ยกระดับบุญแข่งกับตัวเอง อย่างปีที่แล้วทำ 1,000 บาท ปีนี้ก็ต้องยกระดับการทำบุญให้มากกว่าเดิม ไม่ใช่ปีที่แล้วทำ 1,000 ปีนี้ก็ทำแค่ 1,000 เท่าเดิม หากทำอย่างนี้ ความรวยในชีวิตก็จะไม่ถูกยกระดับให้มากขึ้นสักที  ตรงกันข้าม หากเราเพิ่มระดับในการทำบุญมากขึ้น ปีหน้าเราก็จะรวยมากขึ้นไปอีก

ดังนั้น หากอยากจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เราจะคิด จะทำอย่างคนธรรมดา ๆ ไม่ได้ ต้องทำแบบเหนือธรรมดา ต้องทำไม่เหมือนคนอื่น และถ้าเราอยากก้าวข้ามความจนจริง ๆ อยากก้าวข้ามความธรรมดา เพื่อเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดา เราก็ต้องกล้าเอาชนะความตระหนี่ในใจตัวเองให้ได้ ถ้าเราทำได้ บุญก็กลายเป็นของเรา ความอัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้นกับเรา จนกลายมาเป็นความสำเร็จของเรา

8.เวลาทำบุญต้องทำทันที คือ มีเงินเท่าไรให้ทยอยทำไปก่อนที่จะถึงวันทอดกฐิน เพื่อเป็นการทำให้ดวงบุญเราโตขึ้น แล้วจะได้มีกำลังในการดูดทรัพย์ที่มากขึ้น แล้วอีกอย่าง การที่เรารู้ข่าวบุญแล้วทำทันที เวลาบุญส่งผลจะทำให้เวลาได้อะไร เราก็จะได้ทันที ได้ก่อน อีกทั้งทรัพย์จะไหลมาไม่ขาดมือ เพราะเราทยอยทำอย่างเต็มกำลังเรื่อย ๆ

อีกทั้งการตัดสินใจทำบุญก่อน เวลาบุญส่งผลจะทำให้เราได้สมบัติในปริมาณที่มาก เหมือนเรื่องจูเฬกสาฎกพราหมณ์ข้างต้น ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงอธิบายถึงการส่งผลของบุญว่า ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเอกสาฎกนี้ถวายทานตั้งแต่ปฐมยามไซร้ เขาจะได้วัตถุอย่างละ 16 ถ้าถวายในมัชฌิมยามไซร้ เขาจะได้วัตถุอย่างละ 8 แต่เพราะถวายเวลาจวนใกล้รุ่ง เขาจึงได้วัตถุเพียงอย่างละ 4”

และมากไปกว่านั้น ผมเชื่อว่า..การทำบุญก่อนทันที หากเรากำลังมีวิบากกรรมที่กำลังรอส่งผลอยู่พอดี บุญนี้จะไปชิงช่วงตัดรอนวิบากกรรมได้ทันเวลา จะทำให้หนักเป็นเบา เบาเป็นหาย แม้ตายก็ไปดี

และที่สำคัญที่สุด การทำบุญก่อนมีผลทำให้บรรลุธรรมก่อน แบบพระอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งหากย้อนไปดูเหตุในอดีตของท่านอัญญาโกณฑัญญะ ในสมัยที่เกิดเป็นน้องชายของท่านสุภัททปริพาชก ท่านจะมีอุปนิสัยการทำบุญต่างจากพี่ชาย คือ เวลาทำบุญท่านอัญญาโกณฑัญญะ จะชิงช่วงรีบทำบุญก่อน คือ จะเก็บเกี่ยวผลผลิตไปทำบุญตั้งแต่เมล็ดข้าวยังเป็นน้ำเขียว ๆ ส่วนพี่ชาย คือ ท่านสุภัททะเวลาทำบุญจะชอบทำบุญที่หลัง คือ จะรอจนวาระสุดท้าย คือ รอจนขนข้าวเข้ายุ้งเสร็จแล้ว จึงค่อยทำ

ฉะนั้น เวลาสำเร็จมรรคผล ท่านอัญญาโกณฑัญญะจึงบรรลุมรรคผลก่อนคนอื่นทั้งหมด สำหรับพี่ชาย คือ พระสุภัททะ จึงกลายเป็นผู้บรรลุอรหันต์องค์สุดท้ายในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา


สุดท้ายนี้..อยากจะบอกว่า ผมเป็นเพียงเด็กรุ่นใหม่ที่อายุก็แค่ 25 ปีเท่านั้น อีกทั้งไม่ได้มีประสบการณ์ทางธุรกิจอันเลิศเลอมาจากไหนเลย แถมพ่อแม่ก็ไม่ได้มีมรดกอะไรให้ หนำซ้ำยังต้องเริ่มทุกอย่างจากศูนย์ แต่ ณ วันนี้ ผ่านไปเพียง  4 ปีเท่านั้น ผมกลับมีทุกสิ่งแตกต่างจากเพื่อนที่เพิ่งจบมาในรุ่นเดียวกัน มีเงินซื้อบ้านเอง มีกิจการ มีรถ มีเงินทำบุญไปหลาย M ก็เพราะการทุ่มทำบุญทอดกฐินเต็มกำลังแบบปิดบัญชีมาโดยตลอด แล้วคุณล่ะครับ..พร้อมจะออกแบบชีวิตโดยการทำบุญแบบเต็มกำลังหรือยัง ถ้าพร้อมแล้ว ลุยสร้างบุญกันเลยนะครับ.. แล้วคุณจะรู้ว่า สิ่งที่รอคุณอยู่ข้างหน้า คือ ความรวยและความสุขความสำเร็จในชีวิต....”

ติดตามเรื่องราวก่อนหน้าได้จากลิงก์ http://dhamma-media.blogspot.com/2016/08/1.html


ภาพ อมรรัตน์  สมาธิทรัพย์ดี
Cr. ร. ลิ่วเฉลิมวงศ์ สำนักสื่อธรรมะ
เถ้าแก่วัยกระเตาะ (ภาค 2) เถ้าแก่วัยกระเตาะ (ภาค 2) Reviewed by สำนัก สื่อธรรมะ on 22:52 Rating: 5

2 ความคิดเห็น:

  1. สาธุๆค่ะ ยอดมากค่ะ

    ตอบลบ
  2. สาธุ สาธุ สาธุ ต้นบุญต้นแบบที่เข้าใจ สายบุญใหม่ดึงบุญเก่าออกมาช่วยค่ะ

    ตอบลบ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.