ดาวเด่น


ที่จริงแล้ว ข้าพเจ้าก็เคย หลงรูป ความสวยความงามของผู้หญิงด้วยกันเหมือนกัน ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง

วันหนึ่ง เพื่อนที่ชื่อสมพรมาบอกข้าพเจ้าว่า

หวิน วันนี้เราจะไปที่ตึกโน้นหน่อยนะ ไปด้วยกันมั้ย เค้ามีการซ้อมละครกัน ดาวประจํารุ่นเราเป็นนางเอกนะ เวลาเห็นกันเราจ้องดูไม่ค่อยถนัด วันนี้จะถือโอกาสทําเป็นไปดูละคร จะได้มองนางเอกได้เต็มตา ไม่ต้องกลัวใครว่าไงล่ะ นายไม่อยากดูมั่งเหรอ

เออ ไปก็ได้ วันก่อนเราเดินผ่านพบเค้ากลางทาง ไม่กล้าจ้องเต็มตาอย่างว่าแหละ วันนี้เราถือโอกาสดูไปเลยนะ ดีเหมือนกัน ผู้หญิงอะไรสวยจริงเชียว”

ข้าพเจ้าตอบเพื่อน พร้อมกับนึกถึงตัวแสดงที่เป็นนางเอกชื่อ “คำนึง เป็นนักเรียนหญิงที่สวยที่สุด ไม่ใช่เฉพาะในรุ่น แต่สวยที่สุดในโรงเรียน เธอเดินไปทางไหนจะมีแต่นักเรียนรุ่นพี่รุ่นน้องจ้องดูจนบางครั้งข้าพเจ้าเห็นเธออาย ต้องเดินก้มหน้ามีกิริยาเก้อเขิน อาการดังกล่าวยิ่งเพิ่มคะแนนนิยมว่าเป็นคนน่ารัก ถ่อมตัว

ข้าพเจ้ามองหน้าคํานึงครั้งใด ก็มองไม่ได้นาน เกรงจะเสียมารยาทและก็เสียเหลี่ยมตัวเองด้วย แต่ก็ยอมรับว่า คํานึงเป็นคนสวยมากจริงๆ สวยเหมือนตุ๊กตาปั้นชนิดที่ช่างฝีมือปั้นจนสวยที่สุด หน้าตาของเธอหวานไปหมดทั้งใบหน้า

ละครที่เธอแสดงในครั้งนั้นชื่อเรื่อง ศกุนตลา เธอแสดงเป็นนางเอกของเรื่อง ถ้อยคําในบทละครตอนชมโฉมของนางเอกว่า

ดูผิวสินวลละอองอ่อน                    มะลิซ้อนดูดําไปหมดสิ้น
งามเนตรดั่งเนตรมฤคิน                     นางนี้เป็นปิ่นโลกา

ช่างเป็นคําประพันธ์ที่เหมาะกับความงามของคํานึงจริงๆ การดูละครที่เธอกําลังซ้อมอยู่ ทําให้ข้าพเจ้าเห็นคนงามเต็มตา เป็นการเห็นผู้หญิงที่งามที่สุดที่ตนเองเกิดมาแล้วได้เห็นเป็นครั้งแรก ทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นรูปหน้า ผิวพรรณ ตา คิ้ว จมูก ปาก คอ คาง รูปร่าง แขน ขา นิ้วมือ นิ้วเท้า เหนือคนธรรมดาอย่างเราๆ กระนั้นยังมีบางคนบ่นเล็กน้อยว่าอะไรๆ ก็ไม่มีที่ติเลย แต่ท้วมไปนิดนึง ซึ่งข้าพเจ้ากลับเห็นว่า ร่างที่ดูอวบของเธอ กลับทําให้อิ่มเอิบมีน้ำมีนวลยิ่งขึ้น

ในวันซ้อมละครคํานึงไม่ได้แต่งตัวเป็นพิเศษอะไรเลย ใบหน้าของเธอทาแป้งนวลธรรมดา ผิวเนื้อตรงส่วนอื่นที่โผล่พ้นเสื้อผ้าก็ไม่ได้ทาแป้งแต่งสีใดๆ ทั้งสิ้น ยังดูงามจับตาจับใจ พอถึงวันจริงเธอได้รับ ตกแต่งด้วยสีสันต่างๆ ใส่เสื้อผ้าที่สวยงามเป็นประกายระยิบระยับ ใส่เครื่องประดับทั้งที่คอที่แขนที่ขา จึงสวยงามเกินคําพรรณนา พวกเราเป็นนักเรียนหญิงด้วยกันยังพากันหลงใหลทั้งโรงเรียน การแสดงบางรอบมีนักเรียนชายโรงเรียนอื่นมาชม ก็ยิ่งได้ยินเสียงออกปากพูดกันทั่วว่า นางเอกสวยเหลือเกิน ข้าพเจ้าคิดว่า พวกเขาคงไม่ชมแค่ปาก คงเอาไปนั่งคิดนอนคิด ฝันถึงไปนานทีเดียว นี่ข้าพเจ้าคิดเปรียบเอาจากความรู้สึกของตนเองซึ่งก็มีอาการอย่างเดียวกัน และอาจจะซาบซึ้งตรึงใจกว่าครั้งใดที่ข้าพเจ้าถือโอกาสเข้าไปช่วยคํานึงแต่งตัว เธอจะพูดคุยกับข้าพเจ้าด้วยกิริยาท่าทางสนิทสนมคุ้นเคยทําให้ข้าพเจ้าสุขใจไปหลายๆ วัน

จํานวนคนที่มีความรู้สึกและอาการอย่างข้าพเจ้าไม่ใช่มีอยู่เพียงคนสองคน ต้องเรียกว่ามีเป็นฝูง คือนับเป็นสิบ และเราก็มักจะไปออกันอยู่หลังเวทีการแสดงเพื่อคอยชื่นชมนางเอกของเราเสมอ คํานึงจะยิ้มแย้ม ให้พวกเราทุกคน ดูไปแล้วเหมือนเธอไม่ให้ความสนใจใครเป็นพิเศษ เธอทักทายพูดคุยเสมอๆ กัน ทําให้เป็นผลดีไปอย่างหนึ่งคือ พวกฝูงคนที่หลงรูปเธอเหล่านี้ไม่มีใครหึงหวงกัน โดยปกติข้าพเจ้าเป็นคนหยิ่งทะนงตนยิ่งนัก มีมานะความถือตัวหลายๆ ประการ ไม่ชอบเห็นใครดีเด่นหรือดังกว่าตน ตั้งแต่เรียนหนังสือเก่งทําให้กลายเป็นคนขี้อิจฉาไปโดยปริยาย

แต่สําหรับ นางเอก ของโรงเรียนเราคนนี้ ข้าพเจ้ายอมแพ้ความสวยงามของเธอ ซึ่งข้าพเจ้าชื่นชมหลงใหลตามคนอื่นไปด้วย วันใดที่เธอพูดด้วยก็ปลาบปลื้มใจไปทั้งวัน และคงไม่ใช่มองอย่างลําเอียง ข้าพเจ้ารู้สึกว่าทุกครั้งที่ข้าพเจ้าไปดูเธอ เธอจะพูดคุยด้วยพิเศษกว่าใคร เวลานั้นข้าพเจ้าไม่รู้จักคําสอนของพระบรมศาสดาของเราเกี่ยวกับเรื่องร่างกายคนเราเลย ถ้ารู้ถึงคําสอนของพระองค์ คงจะห้ามใจตนเองได้บ้าง คําสอนนั้นมีว่า

กายประกอบด้วยกระดูกและเอ็น ฉาบด้วยหนังและเนื้อ ปกปิดด้วยผิว เต็มด้วยไส้ อาหาร มีก้อนตับ มูตร หัวใจ ปอด ม้าม ไต น้ำมูก น้ำลาย เหงื่อ มันข้น เลือด ไขข้อ ดี เปลวมัน อันปุถุชนผู้เป็นพาล (คนโง่) ย่อมไม่เห็นตามเป็นจริง

อนึ่ง ของอันไม่สะอาดย่อมไหลออกจากช่องทั้งเก้าของกายนี้ทุกเมื่อ คือขี้ตาจากตา ขึ้หูจากหู และน้ำมูกจากจมูก บางคราวย่อมสํารอกออกจากปาก ดีและเสลดย่อมสํารอกออก เหงื่อและหนองฝีที่แยกซึมออกจากกาย

อนึ่ง อวัยวะเบื้องสูงของกายนี้เป็นโพรง เต็มด้วยมันสมอง คนพาลถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ย่อมสําคัญกายนั้นโดยความเป็นของสวยงาม”

ยังมีถ้อยคําขยายความต่อมีเนื้อความว่า

กายนั้นเมื่อตายลง ก็ถูกนําไปทิ้งไว้ในป่าช้า มีตัวขึ้นพองสีเขียว พวกญาติพี่น้องต่างไม่มีใครห่วงใย สัตว์ต่างๆ มีหมู่หนอน แร้ง กา สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก สุนัขป่า และสัตว์อื่นพากันมากัดกิน

พระบรมศาสดาตรัสสอนเหล่าพระภิกษุสงฆ์ต่อไปว่า ขอให้พระภิกษุทั้งหลายฟังคําสอนของพระองค์แล้ว กําหนดรู้จักกายนี้ตามความเป็นจริง ให้เห็นชัดแจ้งทีเดียวว่า ร่างกายที่มีชีวิตอยู่ก็เหมือนร่างที่ตายแล้ว ร่างที่ตายแล้วก็เหมือนกับร่างที่ยังมีชีวิต ไม่มีอะไรต่างกัน ให้หมดความพอใจในร่างกายเสีย ไม่ว่าร่างของตนเองหรือของคนอื่น ไม่ว่าร่างภายนอกหรือภายใน       ไม่มีความยินดีพอใจ           มุ่งปฏิบัติให้เข้าถึงพระนิพพานพ้นจากการตาย ให้คิดอยู่เสมอว่า กายนี้มีสองเท้า ไม่สะอาดมีกลิ่นเหม็น ต้องได้รับการดูแลรักษาอยู่เสมอ ในกายเต็มไปด้วยซากศพต่างๆ กายต้องถ่ายของสกปรกมีน้ำมูกน้ำลายและอื่นๆ ให้ไหลออกมาทางทวารทั้งเก้า เหงื่อไคลให้ไหลออกทางขุมขน คนที่ไม่เห็นความจริงในเรื่องนี้จะยึดถือความสําคัญของร่างกาย ยกย่องตนเองดูหมิ่นผู้อื่นดังนี้เป็นต้น

(นํามาจากวิชยสูตรที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกายสุตตนิบาต พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ หน้า ๓๓๑)

นี่เป็นเพราะเราพากันติดในสิ่งที่เราสมมุติขึ้นมา ทําให้ลืมความจริง เรารู้จักกลิ่นเหม็นและความสกปรกของร่างกายเราดีทุกคน เคยแคะขี้ฟันดม เคยได้กลิ่นน้ำมูก เหม็นกลิ่นเหงื่อไคล โดยเฉพาะที่รักแร้ อุจจาระ ปัสสาวะ ตลอดจนสิ่งโสโครกอื่นๆ ที่ไหลออกมาทางเดียวกัน เราก็รู้อยู่ว่าไม่สะอาด แต่พอเราสมมุติกันว่าเอาสิ่งโน้นสิ่งนี้มาดับ เช่น ใช้ยาสีฟัน ยาบ้วนปาก ยาอมดับกลิ่นปาก ใช้สบู่ฟอกกายให้หายเหม็น ใช้น้ำมันใส่ผมหรือสเปรย์ฉีดดับกลิ่นรังแค ใช้น้ำยาดับกลิ่นตัว บางทีก็ใช้น้ำหอมชนิดต่างๆ ฯลฯ ของพวกนี้ทั้งที่รู้ว่าใช้ระงับได้เพียงชั่วคราว ไม่ทําให้หายขาด เพราะของจริงๆ นั้นต้องสกปรกอยู่เสมอ แต่พอเราใช้ของชั่วคราวมาปกปิด เราก็มักลืมของจริง กลับไปหลงเชื่อของปลอม เช่น ทาแป้งที่ใบหน้าให้มีสีชมพู ทาลิปสติกที่ริมฝีปาก พอแต่งสีเสร็จแล้วเรากลับยึดเอาว่าสีนั้นๆ เป็นสีของอวัยวะส่วนนั้นไปเสีย เลยยึดเป็นสวยไม่สวยตามสี นี่เรียกว่า เห็นเท็จเป็นจริง

ในเวลาที่เล่าให้ฟังเมื่อเกือบ ๔๐ ปีโน้น ข้าพเจ้าตกอยู่ในลักษณะเห็นเท็จว่าเป็นจริงดังกล่าวเต็มที่ ไม่เคยได้ยินได้ฟังคําสอนของพระบรมศาสดาดังที่เล่าไว้นี้เลย จึงพลอยหลงใหลในความงามของเพื่อน แต่มาคิดดูตอนนี้ ข้าพเจ้าคงจะพอมีบุญเก่าอยู่บ้าง จึงมีเหตุการณ์เรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นพอให้ตั้งสติได้ทัน เมื่อมีสติมากขึ้น ปัญญาก็ตามมา ปัญญาทําให้รู้จักคิดในทางที่ถูก คือทําให้รู้ตามความเป็นจริงไม่ใช่รู้ตามเท็จ ข้าพเจ้าจึงถอนจิตใจเลิกรักเลิกหลงในนางเอกละครของโรงเรียนลงได้สิ้นเชิง คงรักและปรารถนาดีเหมือนที่รู้สึกต่อเพื่อนคนอื่นๆ ทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษ

เรื่องเกิดขึ้นในคืนวันหนึ่ง ก่อนเวลาละครจะเริ่มเล่น ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณสองทุ่มเศษ เป็นฤดูหนาว อากาศหนาวจัด บังเอิญวันนั้นดินฟ้าอากาศวิปริต มีฝนตกลงมาตั้งแต่เช้าเกือบตลอดวัน น้ำท่วมนองสูงจนถึงหัวเข่า และก็เอ่ออยู่อย่างนั้นทั้งวัน ไหลลงคลองไม่ได้เพราะเป็นเวลาทะเลหนุน น้ำจึงเต็มฝั่ง ตึกที่เราพักนอนอยู่ห่างจากหอประชุมซึ่งเป็นโรงละครเกือบ ๗๐๐ เมตร เดือนมืดสนิท ไฟฟ้าตามทางเดินจากหอประชุมไปตึกนอนเสีย ตามทางจึงมืดน่ากลัว นักเรียนทุกคนออกจากตึกนอนมาที่โรงละครกันหมด มีนักเรียนโรงเรียนอื่นๆ มาชมด้วย ๒-๓ แห่ง ข้าพเจ้ากับเพื่อนกลุ่มที่หลงใหลนางเอกละครคงไปอออยู่หลังเวทีอีกเช่นเคย

เหลือเวลาอีกไม่ถึง ๒๐ นาที จะเป็นเวลาละครลงโรงคือ ลงมือเล่น เสียงนางเอกของเราร้องอุทานด้วยความตกใจว่า

ตายจริง! ทํายังไงดีล่ะ ชั้นลืมเครื่องประดับทั้งหมดไว้ในตู้เสื้อผ้าที่ตึกนอน

สีหน้าของเธอซีดเผือด การแสดงละครโดยไม่มีเครื่องประดับเลยทั้งที่คอ ที่แขนขานั้น ท่านก็คงนึกภาพออก นางเอกจะสวยเต็มที่ไม่ได้เลยเป็นอันขาด ในเวลานั้นพวกเราไม่มีเวลาพอที่จะวิ่งตามหาภารโรงคนไหนมาช่วยเสียแล้ว

คํานึงมองกวาดตามาทางพวกเราทุกคน แต่ละคนก็หน้าเสียตามเธอไปด้วย เสียงของเธอขณะที่พูดอ้อนวอนขึ้นสั่นสะท้าน

“มีใครช่วยชั้นได้มั่ง กุญแจห้องกับกุญแจตู้อยู่นี่ ใครวิ่งกลับเอาให้หน่อยเถอะ

เงียบกริบ ไม่มีใครรับคําหรือขันอาสา หลายคนถอยหลังเลี่ยง  หลบตัวจากไป เสียงใครคนหนึ่งพูดพึมพำขึ้นว่า

ไกลจะตายใครจะกล้าไป น้ำท่วมเลยเข่า มืดก็มืด ไฟฉายก็ไม่มี ไปไม่ได้ กลัวผี

สีหน้าของนางเอกเหมือนกําลังจะเตรียมร้องไห้  นี่เป็นบทโศกในชีวิตจริงเสียแล้ว ไม่ใช่ชีวิตละคร เธอจะวิ่งกลับไปเอาเองก็ไม่ได้เด็ดขาด เพราะชุดแต่งกายยาวคลุมเท้า จะถอดออกก็ไม่ได้ เพราะใช้เข็มร้อยด้ายเย็บติดไว้หลายแห่ง ไม่ใช่รูดซิปอย่างสมัยปัจจุบัน และผิวเนื้อที่ทาแป้งไว้จนทั่ว จะไปวิ่งลุยน้ำได้อย่างไรกัน กลับมาแต่งตัวใหม่อย่างไรๆ ก็ไม่ทัน

ไม่มีใครจริงๆ รึเนี่ย ไม่มีใครเห็นใจชั้นสักคนจริงๆ

เสียงเธอคร่ำครวญพร้อมกับหันจ้องสายตาที่มีน้ำตาเอ่อเต็มเบ้าเตรียมร้องไห้แน่นอน มาที่ข้าพเจ้าเหมือนกับจะตัดพ้อต่อว่า

พวกเธอมาดูชั้นทุกวัน เอาอกเอาใจชมเชยยกย่อง ทําให้หลงดีใจว่าพวกเธอรักชั้น แต่เมื่อถึงคราวคับขัน ไม่มีใครยอมช่วยเหลือเลยยังงี้ เรียกว่าไม่ได้รักกันจริงน่ะซี”

เห็นเธอหมดที่พึ่งดังนั้น ข้าพเจ้าจึงตัดใจแสดงตัวเป็นคนเก่งยื่นมืออกไปพูดว่า

“เอ้า! เอากุญแจมานี่ ชั้นจะไปเอามาให้นะ คอยเดี๋ยว

คนสวยยิ้มให้ทั้งน้ำตา ข้าพเจ้าถอยออกมาหันไปทางเพื่อนๆ พูดว่า

ใครไปเป็นเพื่อนกะเราหน่อยซี ทุกคนเดินหนีห่างไปพร้อมกับสั่นหน้า

ขณะที่เล่าให้ท่านฟังอยู่นี่ ข้าพเจ้านึกบรรยากาศคืนนั้นออก เหมือนกําลังเกิดอยู่เฉพาะหน้า ทางเดินมืดสนิท เงียบและวังเวงมีน้ำท่วมเป็นระยะๆ แต่แรกไม่ลึกมาก เมื่อใกล้ตึกนอนเข้าไปจึงลึกเข้าทุกทีๆ ตึกนอนตั้งอยู่ตะคุ่มๆ เป็นระยะห่างๆ กันทั้ง ๙ ตึก มืดสนิทและเงียบเพราะนักเรียนทุกคนออกจากตึกไปในงานกันจดหมดตั้งแต่ก่อนค่ำ เสียงแมลงตอนกลางคืนร้องระงมครวญคราง สลับกับเสียงอึ่งอ่างดังก้องอื้ออึง เดินบ้าง วิ่งบ้างลําพังคนเดียวในความมืดและเงียบอย่างนั้น ใจคอเต้นระทึกตูมตาม       ไหนจะกลัวงูพิษซึ่งมีอยู่ชุกชุมจะว่ายน้ำมากัด ไหนจะกลัวผีดุซึ่งมีประวัติเคยหลอกผู้คนไว้หลายครั้งเพราะเป็นวังโบราณ ใจคอจึงไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

ที่คับขันที่สุดคือ อีกประมาณ ๒๐๐ เมตรจะถึงตึกนอนของเพื่อนคนสวย น้ำท่วมทางเดินเข้าตึกสูงเกือบถึงเอว ข้าพเจ้าถลกกระโปรงขึ้นไปพันไว้รอบเอวแล้วลุยน้ำ ความกลัวทําให้ใจเต้นแรง ไม่รู้สึกหนาว ทั้งที่อากาศหนาวมาก น้ำก็เย็นเฉียบ ในความมืดมีเศษไม้ใบหญ้าลอยน้ำมาปะทะขาอยู่บ่อยๆ ทําให้หวาดระแวงเรื่องสัตว์ร้ายจะกัดต่อย ทันใดขณะที่ข้าพเจ้าใช้ท่อนขาออกแรงลุยน้ำอยู่นั้น มีเสียงดังซู่ซ่าตามหลังราวกับมีใครสักคนหนึ่งลุยตามมาด้วย ข้าพเจ้าหันขวับกลับหลังไปดู ว่างเปล่า! ไม่มีสิ่งใดในความมืดสลัวที่พอมองไปได้ไกลพอสมควร (เพราะวิ่งมาหลายนาทีสายตาชักชินต่อความมืด) เมื่อหันหลังไปดูเสียงลุยน้ำตามก็หายไป ครั้นพอลุยต่อก็มีเสียงลุยตามอีก ข้าพเจ้าจึงลองหยุดลุย แต่ไม่หันหน้าไปมอง ก็ยังคงได้ยินเสียงลุยน้ำ

เวลานั้นในใจคิดทันทีว่า ผีหลอก รู้สึกหนาวยะเยือก ใจสั่นสะท้าน พลอยให้ตัวสั่นได้ทั้งตัว แข้งขาพากันแข็งเดินต่อไปไม่ออกอยากจะหวีดร้องแล้ววิ่งหนี แต่ก็ส่งเสียงไม่ออก ขาก็ก้าวต่อไปไม่ได้ ยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่

ความสลดใจก็เกิดขึ้น นึกสังเวชตนเอง พูดตําหนิอยู่ในใจว่า

โธ่เอ๋ย คนโง่เง่า หลงรักเขาจนยอมเป็นทาส ดูซี คนเป็นฝูงไม่มีใครเขายอมลําบากเหมือนเราเลย ยอมเสี่ยงต่องูกัด ยอมเสี่ยงต่อผีหลอก เพียงเพื่อจะเอาใจคนที่ตัวชอบเท่านั้น นี่ถ้าต้องมาเป็นอะไรตอนนี้ ถูกงูกัดตาย หรือผีหลอกจนเป็นบ้า มันคุ้มกันแล้วหรือ พ่อแม่เลี้ยงมาแทบตาย เคยเลียสละให้ท่านสักแค่ไหนกัน ต้องมาตายเพราะความสวยบ้าๆ นี่

เมื่อนึกสมเพชตนเองดังนี้ ความหลงรักในร่างอันงดงามของเพื่อนก็มลายหายสิ้นจากใจไม่มีเหลือ ฝืนควบคุมสติของตนเองตั้งใจขึ้นมาใหม่ว่า

“ในการเสียสละมาเอาเครื่องประดับให้เพื่อนในครั้งนี้ขอให้ถือว่า ข้าพเจ้าช่วยเหลืองานของโรงเรียน เพราะโรงเรียนจัดแสดงละครเพื่อเก็บค่าเข้าชมจากผู้ดู นํารายได้นั้นมาบํารุงกิจการต่างๆของโรงเรียน วันนี้ถ้าไม่มีเครื่องประดับ นางเอกของเรื่องคงออกแสดงไม่ได้แน่นอน ข้าพเจ้าช่วยเพื่อนครั้งนี้ ขอให้เป็นการช่วยงานโรงเรียน คงจะพอเป็นความดีบ้างกระมัง ให้ความดีนี้ปกป้อง ไม่ให้เกิดความกลัวแม้แต่ภูตผีปีศาจ

ข้าพเจ้านึกได้อย่างนี้ขึ้นมาเองโดยไม่รู้ว่านั่นคือการทําบุญทางใจ เป็นกุศลจิต ถือเอาการช่วยงานเพื่อน เป็นการช่วยงานโรงเรียนเป็น เวยยาวัจจมัยกุศล เมื่อเกิดบุญขึ้นแล้ว ก็นึกเรียกเอามาช่วยตนเองยามคับขัน บุญก็เข้าเป็นเพื่อนช่วยคุ้มครองได้ทัน ข้าพเจ้าเกิดมีพลังใจเข้มแข็งขึ้นทันที ไม่กลัวไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร

พอคิดไม่กลัวเท่านั้น แข้งขาก็ยอมทํางานออกเดินลุยน้ำต่อจนถึงบันไดตึก ขณะที่กําลังยืนสลัดแข้งขาให้น้ำหล่นอยู่ สิ่งหนึ่งก็เดินผ่านเฉียดข้าพเจ้าไป มันเป็นสุนัขสีดําสนิท ดวงตาลุกโพลงสีแดง ข้าพเจ้ารู้ว่าไม่ใช่สุนัขจริง ต้องเป็นสุนัขผีแน่ๆ เพราะตัวของมันโตมากความสูงเกือบเท่าเอวข้าพเจ้า ทั้งๆ ที่เป็นสุนัขพันธุ์ไทยขนเกรียน ถ้าเป็นสุนัขพันธุ์ฝรั่งตัวโตเท่าที่เห็นจะเป็นเรื่องธรรมดา ในโรงเรียนแห่งนั้นไม่มีครูอาจารย์คนไหนเลี้ยงสุนัขตัวโตเท่านี้ พอมันเดินเลี้ยวมุมตึก ข้าพเจ้าก็ได้สติวิ่งตามไปดูทันที มุมตึกกับที่ข้าพเจ้ายืนอยู่ห่างกันเพียง ๓-๔ ก้าว เมื่อมันเลี้ยวไปแล้ว มีทางเดินรอบตึกอีกยาวเป็นร้อยเมตร อย่างไรก็จะต้องพอมองเห็นมันเดินต่อ ข้าพเจ้ากลับเห็นแต่ความว่างเปล่าไม่มีเสียงเดิน วิ่ง หรือลุยน้ำแต่อย่างใดทั้งสิ้น มีแต่ความมืดและเงียบสนิทจริงๆ

ในใจร้องลั่นขึ้นทันทีอีกว่า ผีหลอก ผีหลอก โอ๊ย ผีหลอก!

พอนึกได้ว่าถูกผีหลอกอีกเท่านั้นเอง มีความรู้สึกว่าตัวเย็นชาไปหมดทั้งตัวอีก ยืนนิ่งเหมือนแท่งหินอยู่ตรงนั้น ดูเหมือนขนตามตัวจะลุกตั้งได้เองโดยอัตโนมัติ รวมทั้งเส้นผมก็ตึงไปหมดทั้งศีรษะ

เวลานั้นข้าพเจ้าไม่มีที่พึ่งจริงๆ คาถากันผีใดๆ ก็ไม่เคยท่องบ่นไว้ พระห้อยคอก็ไม่มี คงเก็บไว้ที่ตู้เสื้อผ้าของตนเอง ข้าพเจ้านึกบทสวดมนต์ได้บทเดียวคือ นะโมตัสสะ ฯลฯ และก็ไม่รู้ความหมายของถ้อยคำเหล่านี้เลยแม้แต่นิดเดียวว่าแปลว่าอะไร หมดหนทางเข้าก็ต้องงัดขึ้นมาท่อง ช่างเจ้ากรรมเจ้าเวรเสียจริง ท่องออกเสียงไม่ได้ปากเกิดหนักอ้าไม่ขึ้น จึงท่องในใจ ขึ้นต้นว่า นะโมตัสสะ วรรคต่อไปก็นึกอะไรไม่ออก กลัวจนลืมหมด

ความรู้สึกบอกตนเองว่า ต้องท่องให้ได้ มิฉะนั้นตายแน่เดี๋ยวผีมันกลับมาหลอกอีก การคิดจะจําบทสวดมนต์ให้ได้ ทําให้มีสติขึ้นลืมเรื่องผีไปชั่วขณะ ตั้งนะโมใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า นะโมตัสสะอยู่หลายครั้งเต็มที่ จึงจะหลุดไปถึง ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ คิดเสียเหนื่อย พอความจําทะลุปรุโปร่งได้ข้าพเจ้าก็นึกท่องเสียถี่ยิบทีเดียวท่องไม่ยอมเลิก ครู่ใหญ่ร่างกายจึงค่อยขยับเขยื้อนได้ นี่ถ้าข้าพเจ้าทราบคําแปลบทนี้ว่า

ข้าพเจ้าขอน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง... คงจะอบอุ่นใจยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณว่า ตนเองได้ระลึกถึงพระพุทธองค์มาเป็นที่พึ่ง

พอร่างกายขยับได้ สติก็คืนมาเป็นปกติ จึงเริ่มสั่งสอนตนเองต่อไป

ความกลัวผีนี่เกิดจากอะไรสติถาม

เกิดจากการได้เห็นรูปที่น่ากลัวใจเป็นผู้ตอบ

รูปหมานี่น่ากลัวแค่ไหน มันเห่าเจ้าหรือ มันกัดเจ้าหรือถามต่อ

เปล่า มันแค่เดินผ่านเท่านั้นเอง ไม่ได้ทําอันตรายอะไรเลย ตอนนี้ก็ไม่เห็นแล้ว” ตอบ

ตอนเห็นนั่น รู้สึกกลัว ตอนนี้เลิกเห็นแล้วก็ต้องเลิกกลัวชีสติให้คำสอนที่เป็นปัญญา

ถูกแล้ว น่าจะเป็นอย่างนั้น ตอนนี้เลิกเห็นแล้ว ควรต้องเลิกกลัว แต่ถ้าเค้ามาให้เห็นอีก จะกลัวต่ออีกได้มั้ยใจถามต่อ แสดงความคิดโง่ๆ ออกมา สติต้องดุออกมาว่า

ความกลัวมันสนุกดีหรือ ใจก็เต้นถี่ยิบแทบจะหยุด แทบจะขาดใจ ตัวก็แข็งทื่อ ปากก็อ้าไม่ออก เหมือนจะตายอยู่ตรงนี้ เอาหรือ ชอบหรืออย่างนี้น่ะ”

โอ๊ยไม่ชอบเลย ไม่ชอบอาการอย่างนี้เลย

เมื่อไม่ชอบก็ไม่ต้องทําเป็นกลัวอีก รู้มั้ยเสียงสติคุกคามใจเป็นการใหญ่

จ้ะ จ้ะ จะมาให้เห็นอีกรึไม่มา ต่อไปนี้ไม่กลัวแล้วจ้ะใจที่เริ่มมีปัญญาให้คําตอบ

พอหายกลัว ใจก็คิดถึงผีในแง่ดีขึ้นมาได้

โถ...ผีเห็นชั้นมาคนเดียวรึไง เลยสงสาร อุตส่าห์ลุยน้ำตามมาเป็นเพื่อน เอาละ...ขอบใจนะ...ขากลับไม่ต้องลุยน้ำตามไปส่งอีกล่ะ พอแล้วจ้ะ”

คิดได้โดยไม่มีความรู้มาก่อนว่า การมองอะไรๆ ในทางดีนั้น ทําให้จิตมีพลังพิเศษเกิดขึ้น ความจริงในเวลานั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักว่า สติ กับ จิต หรือ ใจ โต้ตอบกันอยู่ รู้แต่เพียงว่า เหมือนมีคนสองคนได้โต้เถียงกันอยู่ภายในตัวเอง...

สั่งสอนตนเองด้วยถ้อยคําต่างๆ อยู่นานเป็นครู่ใหญ่ ข่มความกลัวได้แล้วจึงเดินขึ้นบันไดตึก เปิดไฟฟ้าให้สว่างขึ้น ไขกุญแจห้อง กุญแจตู้หยิบของที่ต้องการออกมา

เวลาจะกลับข้าพเจ้ายืนชั่งใจอยู่อีกครู่

เอ เราจะเปิดไฟทิ้งไว้หรือจะปิดดีนะ ถ้าเปิดก็จะผิดระเบียบ คนยามมาเห็นเข้าจะนําไปฟ้องอาจารย์ผู้ปกครอง เดี๋ยวสอบสวนกันขึ้นมาก็เป็นเรื่องยุ่งอีก ควรต้องปิด แต่ถ้าปิดก็ต้องเดินลุยน้ำกลับมืดๆ อย่างเมื่อกี้

ท้ายที่สุดข้าพเจ้าตัดสินใจปิดไฟ เดินกลับมืดๆ แรกๆ ความกลัวสุนัขผีวิ่งเข้ามาจับใจอีก แต่เมื่อคิดว่าเขาไม่ได้ทําอะไร นอกจากลุยน้ำเป็นเพื่อน ไม่เห็นน่ากลัว ก็หักใจได้ กลับมาถึงโรงละคร จวนถึงฉากที่นางเอกจะต้องออกปรากฏตัวเต็มที ทุกคนยืนรอข้าพเจ้าอย่างกระวนกระวาย ข้าพเจ้ายื่นให้ ได้ยินเสียงขอบคุณละล่ำละลักและรอยยิ้มแย้มแสดงความดีใจเต็มที่

แต่ใจของข้าพเจ้าเวลานั้นเฉยชา ไม่ชื่นใจต่อรอยยิ้มและเสียงขอบคุณ รวมทั้งเสียงชมเชยจากหมู่เพื่อนที่พูดว่า ข้าพเจ้าเป็นคนเก่งกล้าหาญชาญชัย ฝ่าความมืดไปได้ไม่กลัวผี ข้าพเจ้าเฝ้าสํานึกแต่เรื่องสงสารตนเองเต็มหัวใจ

ไม่น่าโง่รักคนสวยเลยเรา ไม่มีประโยชน์อะไรสักนิด นอกจากความทุกข์ ที่แม้จะเล่าให้ใครฟัง ก็คงไม่มีใครเชื่อ ถึงแม้เชื่อเขาก็ไม่รู้ซึ้งถึงความรู้สึกหวาดกลัวสุดขีดที่เราพบจริงๆ นั่นหรอก เล่าไปก็ไม่ได้รับ เห็นใจจากใคร คงจะมีแต่คนสมเพชและสมน้ำหน้าเอาเท่านั้น ยิ่งสำหรับนางเอกคนสวยด้วยแล้ว เรายิ่งปริปากบอกให้รู้ไม่ได้เป็นอันขาด เพราะเขาจะหมดความชื่นชมในความเก่งกล้าเสียสละของเราแล้ว ความทุกข์สาหัสที่เราพบมา เราต้องทนเก็บไว้คนเดียวยังงั้นหรือ ต่อไปจะพบกับเรื่องทํานองนี้อีกมั้ยเนี่ย พบแล้วไม่มีใครเห็นแม้แต่คนที่เราหลงใหลก็ไม่รู้คุณค่า เราจะนั่งบ้าอยู่เพื่อประโยชน์อะไรกัน โธ่เอ๊ย เลิกบ้าซะทีเถอะ...คํานึง ต่อไปนี้ฉันขอเลิกหลงรักรูปโฉมของเธอแล้ว

นับแต่วันนั้นมา ข้าพเจ้าไม่เคยไปเฝ้าดูเธออีก เห็นหน้ากันครั้งใด คงทักทายตามปกติของความเป็นเพื่อน ความรักแบบโง่ๆ โบยบินจากใจอย่างไม่เหลือเชื่อ คงมีเหลืออยู่แต่ความปรารถนาดีเท่านั้น

Cr. อุบาสิกาถวิล(บุญทรง) วัติรางกูล จากความทรงจำ เล่ม ๓ บทที่ ๑๘ 
ดาวเด่น ดาวเด่น Reviewed by สำนัก สื่อธรรมะ on 20:14 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.