สาเหตุของการตาย


เมื่อข้าพเจ้ารู้จักความตายครั้งแรกนั้น คงมีอายุราวๆ ๕-๖ ขวบ ยังเป็นลูกโทนของพ่อแม่ น้องๆ ยังไม่ตามมาเกิด ครั้งนั้นคุณตาของข้าพเจ้าถึงแก่กรรม พ่อกับแม่พาข้าพเจ้าไปด้วย เมื่อขึ้นไปบนบ้านของคุณตา เห็นผู้คนอยู่บนบ้านเต็มไปหมด ไม่มีใครทักทายข้าพเจ้ากับพ่อแม่เลย ต่างคนต่างร้องไห้กันเซ็งแช่ หันไปทางไหนก็มีแต่คนสะอึกสะอื้น บางคนร้องให้ไป บ่นรําพึงรําพันฟังจับความไม่ได้ เสียงฮือๆ ดังระงมไปทั้งบ้าน ข้าพเจ้ามองไม่เห็นว่าพ่อเดินหายไปทางไหน มองไปที่คุณตา ท่านไม่ลุกขึ้นมาอุ้มข้าพเจ้า เหมือนทุกครั้งที่พบกัน คราวนี้ท่านนอนหงายห่มผ้าอยู่เหมือนกําลังหลับ เสียงร้องไห้ดังทั้งบ้านอย่างนี้ คุณตานอนหลับได้อย่างไร ข้าพเจ้าหันไปถามแม่

"แม่จ๋า ตาเป็นอะไร ไม่ลุกขึ้นมาคุยกับเรา สิ้นคําถาม แม่ก็พลอยร้องไห้เสียงโฮลั่นขึ้นมาเหมือนคนอื่นๆ บ้าง ตอบข้าพเจ้า ฟังแทบไม่รู้เรื่อง

“ตา...ตา...ของหนู..ตายเสียแล้วลูก ตาตายแล้ว...

ตายเป็นยังไงจ๊ะแม่ ทําไมตาจึงต้องตาย ถามเพราะไม่รู้เรื่องจริงๆ

ฮือ...ฮือ...ตายก็แปลว่านอนหลับไม่รู้จักตื่นอีกแล้ว...ตาไม่อุ้มหนู...ไม่พูดกับหนูหรือใครๆ...อีก...แล้ว... ตอบแล้วแม่ก็ร้องไห้โฮ โฮ ฮือ ฮือ ของแม่ต่อไปตามเดิม

ตายเหมือนนอนหลับ ตายก็เหมือนนอนหลับ ต่างกันตรงที่นอนหลับรู้จักตื่น แต่ตายนี่เป็นการหลับไม่รู้จักตื่นว่าที่จริงเรื่องนอนหลับน่ะมันเป็นเรื่องสบายดีออก เรายังชอบเลย หลับแล้วไม่ต้องรู้เรื่องอะไร ไม่หนาว ไม่ร้อน ไม่เมื่อย ไม่หิว ยุงกัดมดกัดบางทีถึงตะขาบต่อย ยังไม่รู้เรื่อง ตื่นขึ้นมาจึงจะปวด เราไม่นอน พ่อแม่ยังบังคับให้นอน คืนไหนมีลิเกที่วัด พ่อกับแม่ยังบังคับให้เรานอนตอนกลางวันเสียด้วยซ้ำ บอกว่าตอนกลางคืนดูลิเก จะได้ไม่ง่วง ก็การนอนหลับดีออกยังงั้น ทําไมหลับไม่ตื่นจึงเป็นของไม่ดี คนโน้นคนนี้ต้องพากันร้องไห้ไม่ถูกใจเล่า... ข้าพเจ้าคิดตามประสาเด็ก รู้สึกไม่เข้าใจความคิดของพวกคนใหญ่จริงๆ เรื่องเดียวกัน เดี๋ยวว่าดี เดี๋ยวว่าไม่ดี เอายังไงกันแน่ คิดจะซักถามแม่อีกต่อไป ก็ไม่มีแก่ใจจะซัก เพราะแม่ร้องไห้ไม่ยอมเลิก

ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นคนใหญ่ร่วมใจกันร้องไห้เสียงดังอย่างนี้ หันไปทางไหนมีแต่คนร้องไห้ รู้สึกว่าตนเองไม่มีที่พึ่ง แม่ซึ่งเคยเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งที่ปรึกษาให้ข้าพเจ้าทุกเรื่อง ก็มานั่งเสียใจร้องไห้เสียเอง ทําให้ข้าพเจ้ารู้สึกว้าเหว่ขึ้นมาจับใจ เป็นความว้าเหว่ที่ไม่สามารถบรรยายความรู้สึกได้ถูก รู้แต่ว่าถ้ามีใครนอนหลับไม่ยอมตื่นเหมือนอย่างคุณตาของข้าพเจ้าแล้ว คนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะพากันเสียใจร้องไห้อย่างนี้ทั้งสิ้น เมื่อว้าเหว่ก็พลอยให้หวาดหวั่น ผลที่สุดข้าพเจ้าเลยต้องร่วมขบวนการร้องไห้ไปด้วย

ใครไม่ทราบเรื่อง ก็พากันเอ็นดูว่าเด็กตัวเล็กอย่างข้าพเจ้ายังรู้จักเสียใจที่คุณตาถึงแก่กรรม มีแต่ข้าพเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่า ข้าพเจ้าร้องไห้ไม่ใช่เรื่องคุณตาตาย แต่ร้องเพราะตนเองรู้สึกวังเวง ว้าเหว่ ไร้ที่พึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหันต่างหาก!

ครั้นพอถึงความตายของญาติผู้ใหญ่รายที่ ๒ ในปี ๒๔๘๔ ข้าพเจ้าอายุย่างเข้า ๘ ขวบ น้องชายเพิ่งเกิดได้ ๖ เดือน คราวนี้เป็นคุณปู่ ข้าพเจ้าได้เห็นท่านก่อนสิ้นใจ ท่านหมดกําลัง พูดไม่มีเสียง คุณย่าหรือพ่อแม่ของข้าพเจ้าต้องเอียงหูเข้าไปจนถึงปากของคุณปู่ จึงจะได้ยินว่าท่านพูดอะไร ท่านบอกให้ช่วยอุ้มน้องชายของข้าพเจ้าไปให้ท่านจับตัวหน่อย ข้าพเจ้าอุ้มน้องชายเข้าไปนั่งใกล้คุณปู่ ท่านค่อยๆ ยกมือจับเนื้อตัวน้องชาย ข้าพเจ้ายิ้มน้อยๆ แล้วก็หลับตาอย่างพอใจ ข้าพเจ้าพาน้องถอยห่างออกไปไม่นาน ก็ได้ยินเสียงพวกผู้ใหญ่ร้องไห้กันฮือ ฮือ โฮ โฮ แล้วคุณปู่ก็สิ้นลมหายใจ

คราวนี้ข้าพเจ้าไม่ร้องไห้ เพราะเห็นความตายไม่น่ากลัวอะไรสักนิด คนเราแก่แล้วก็ต้องตาย ความตายก็ดูสบายดี หลับไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องเดือดร้อนด้วยเรื่องหาอาหารกิน ไม่ต้องขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ไม่ต้องทำมาหากิน ไม่ต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานอย่างที่คนเป็นๆ ทํากันอยู่วุ่นไปทุกวัน

มาใจเสียจริงๆ ก็ตอนที่ไปงานศพกับพ่อ ที่เล่าไว้ในจากความทรงจำฉบับรวมเล่ม เล่มที่ ๑ เรื่องสัจจธรรมของชีวิต ได้เห็นเนื้อหนังของศพที่เน่าเละเทะ สัปเหร่อรูดออกจากกระดูก จึงได้รู้ซึ้งขึ้นอีกว่า ความตายไม่ใช่เหมือนนอนหลับไม่ตื่นอย่างเดียว แต่ร่างกายต้องเน่าเปื่อยเหมือนสุนัข แมว เป็ด ไก่ ที่เห็นเน่าลอยตามน้ำมาไม่มีผิดกันเลย ถึงตอนนี้ข้าพเจ้าเริ่มเกลียดและกลัวความตาย กระนั้นก็ยังคิดเอาว่า เป็นเวลาอีกนานตนเองจึงจะตาย ต้องรอให้แก่มากๆ อย่างปู่และตาเสียก่อน

มาคิดได้เมื่อวันหนึ่งแม่พูดว่า หนู วันนี้แม่จะไปเยี่ยมป้าไขเค้าหน่อยนะลูก เค้าไม่สบาย ออกน้องใหม่ตัวเล็กๆ อีกคนนึง ลูกจะไปเยี่ยมป้าไขกะแม่มั้ยล่ะจ๊ะ

ไปจ้ะแม่ หนูชอบเห็นน้องตัวเล็กๆ ตัวแดงๆ หลับตาปี๋น่ารักดีออก เหมือนน้องของเราตอนเล็กๆ ไงจ๊ะ ข้าพเจ้าตอบไปตามความรู้สึกของตนเอง ด้วยมีนิสัยรักเด็กมาตั้งแต่เยาว์วัย

แต่เมื่อไปเยี่ยมกลับมาแล้วข้าพเจ้าไม่ได้ความสุขใจเอาเสียเลย น้องคนใหม่ของป้าไขตัวเล็กสีแดงๆ หลับตาปี๋เหมือนน้องเกิดใหม่ของบ้านอื่นๆ ก็จริง แต่หน้าของเด็กคนนั้นน่ากลัวมาก ปากแหว่งไปจนถึงจมูก มีฟันยื่นออกมาซี่หนึ่ง เวลาป้าไขให้กินนมจากเต้านม เด็กก็กินไม่ได้ น้ำนมไหลเข้าทางปากทะลุขึ้นไปทางจมูกสําลักตาเหลือกไปเหลือกมา ไอและดิ้นรนจนไม่เป็นอันกินนม

แม่จ๋า น้องคนเล็กของป้าไขไม่น่ารักเลยนะจ๊ะ หนูกลัว หน้าของเค้าไม่เหมือนคน แต่หนูก็สงสารที่เด็กคนนั้นกินนมไม่ได้" ข้าพเจ้าปรารภ

เด็กคงเป็นคนมีเวรกรรมมาก เลยเกิดมาพิการไม่สมประกอบ ยังงั้น แม่ว่าคงไม่รอด กินนมไม่ได้ คงต้องตายแน่ๆ

แม่พูดให้ข้าพเจ้าฟัง ฟังแล้วข้าพเจ้าก็ยังไม่เข้าใจเรื่องกรรมเรื่องเวร รู้แต่ว่าเป็นของไม่ดี ใครทําอะไรไม่ดี เรียกว่าทํากรรมทําเวร ก็เด็กคนนี้เพิ่งเกิดแท้ๆ ยังไม่ได้ทําความชั่วอะไรเลย จะว่าเด็กมีเวรกรรมอย่างไรกัน ข้าพเจ้าคิดดังนี้ เพราะยังไม่มีความรู้เรื่องชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า คิดแล้วก็เถียงมารดาไปว่า

เด็กคนนั้นเพิ่งเกิดนะจ๊ะ ยังไม่ได้ทําเวรทํากรรมอะไรซักหน่อย หนูว่าป้าไขต่างหากทําเวรทํากรรม ตั้งแต่หนูเกิดมาเนี่ย หนูเห็นป้าไขกะสามีเค้าตกเบ็ดกันตลอดมาเลย ขนาดป้าเค้าท้องแก่ท้องโย้เดินแทบไม่ไหว หนูก็ยังเห็นนั่งตกเบ็ดอยู่ที่หน้าท่าริมน้ำ เมื่อวันตลาดนัดครั้งที่แล้ว (๔ วัน มีตลาดนัดประจําหมู่บ้าน ๑ ครั้ง) หนูกลับจากตลาดนัดยังทักป้าเค้า ป้าไขตกเบ็ด เวลาปลากินเหยื่อ ป้าก็วัดเบ็ดขึ้นจากน้ำอย่างแรงโดยเร็ว ตัวเบ็ดก็เกี่ยวเอาปากปลาเป็นแผล เลือดไหลโชก บางตัวเวลาแกะเบ็ดออกจากปาก เงี่ยงเบ็ดเกี่ยวเอาปากปลาแหว่งหลุดออกไปเลย ป้าไขเป็นคนทําบาปกรรม ทําให้ปลาปากแหว่ง ทําไมปากป้าเค้าไม่แหว่ง ไปแหว่งเอาที่ปากลูก แม่ทําบาป ลูกเป็นคนต้องรับผลอย่างนี้มันไม่ยุติธรรมเลยนะแม่ เถียงไปด้วย คิดไปด้วยว่า ถ้าบาปเป็นของสืบทอดมรดกจากพ่อแม่ให้ลูกได้อย่างนี้ ตัวข้าพเจ้าคงจะแย่แน่ๆ เพราะเท่าที่รู้พ่อกับแม่ก็ทําบาปให้ข้าพเจ้าเห็นอยู่หลายเรื่อง แต่เมื่อฟังแม่ตอบก็ค่อยสบายใจขึ้น

มันต้องเป็นกรรมเวรร่วมกันทั้งสองฝ่ายแหละลูก เด็กที่มาเกิดเมื่อชาติก่อนเค้าต้องทําบาปเอาไว้ พอตายแล้วบาปกรรมตามตัวมาทัน ทำให้ต้องปากแหว่ง ส่วนป้าไขทําบาปตกปลา ได้ลูกปากแหว่งเหมือนปลาที่ตกขึ้นมา เห็นแล้วก็ต้องไม่สบายใจ มิหนําซ้ำตายแล้วต้องไปเกิดเป็นปลาให้คนอื่นตกกินเอาอีก
วันรุ่งขึ้นจากที่คุยกับแม่ เด็กทารกปากแหว่งคนนั้นก็ตาย มาถึงตอนนี้ข้าพเจ้าจึงเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า การตายนั้น ไม่ใช่ไปรอตายเอาตอนแก่ ตายได้ทุกวัย แต่เมื่อถามแม่ดูว่า คนเราตายเพราะอะไร แม่ก็ตอบแต่เพียงว่า “หมดบุญมันก็ตายน่ะลูก”

ฟังแล้วก็สงสัยไม่จบ ก็คนที่ข้าพเจ้ารู้จักอย่างเช่นป้ากี๊วเอย น้าพิศเอย ใส่บาตรทำบุญกันอยู่ทุกวัน เป็นคนใจดีด้วย เห็นข้าพเจ้าทีไร ก็จะต้องซื้อขนมให้กินทุกครั้ง ใครๆ ก็ยกย่องว่าเป็นคนมีบุญ ทําไมจึงตาย
อายุของข้าพเจ้าหลายสิบปีเต็มที กว่าจะรู้ว่าสาเหตุของการตาย มี ๔ ประการ คือ

๑. ตายเพราะหมดอายุ คืออายุขัยของคนเราหรือของสัตว์ใดๆ ก็ตาม เขามีกําหนดเวลาไว้ เช่น คนในยุคนี้มีอายุเฉลี่ยไม่เกินร้อยปีก็จะอยู่กันได้ไม่เกินนั้น แล้วก็ต้องตาย จะเรียกว่าร่างกายหมดสภาพ มันเก่าชํารุดคร่ำคร่า ใช้งานไม่ได้ก็ต้องตาย เพราะชีวิตของคนของสัตว์ไม่มีเครื่องอะไหล่ถอดเปลี่ยนเหมือนของใช้ หรือยานพาหนะ ซึ่งเมื่อชิ้นส่วนใดชํารุด ก็เปลี่ยนทิ้งเป็นอย่างๆ ไป

๒. ตายเพราะหมดกรรม คําว่ากรรมเป็นคํากลางๆ แปลว่า การกระทํา ทําความดีเรียกว่ากรรมดี ทําชั่ว เรียกว่า กรรมชั่ว ชีวิตทุกชีวิตมีกรรมเป็นผู้อุปถัมภ์หล่อเลี้ยงรักษา คนที่มีกรรมดีหล่อเลี้ยง ก็อยู่ร่มเย็นเป็นสุข ชีวิตเจริญรุ่งเรือง คนที่มีกรรมชั่วรักษาก็ตกทุกข์ได้ยากเจ็บป่วยขาดแคลน ถูกกลั่นแกล้ง ฯลฯ ถ้ากรรมที่อุปถัมภ์หล่อเลี้ยงชีวิตหมดลงเมื่อใด ก็ถึงคราวตาย

๓. ตายเพราะหมดทั้งอายุและกรรม เหมือนตะเกียง มีน้ำมันเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงไส้ เวลาใดไส้ตะเกียงหมด ไฟก็ดับ หรือถ้าน้ำมันหมด ไฟก็ดับ หรือหมดทั้งไส้ทั้งน้ำมัน ไฟก็ดับ

๔. ตายเพราะเหตุบังเอิญ แม้ว่าทั้งอายุทั้งกรรมอุปถัมภ์ยังมีอยู่พร้อม แต่มีเหตุบังเอิญอย่างใดๆ มาตัดรอน เช่น ได้รับอุบัติเหตุ หรือเจตนาของเจ้าตัวหรือคนอื่นๆ ฯลฯ ก็ตายได้ เหมือนตะเกียงที่ลุกดีๆ อยู่ ถ้ามีลมกระโชกแรงๆ ตะเกียงก็ดับสนิท

ป้ากี๊วของข้าพเจ้าแก่แล้วตายเพราะหมดอายุ ส่วนน้าพิศตายเพราะหมดเวรหมดกรรมที่ต้องทนทุกข์ อยู่ใช้หนี้สามีขี้เมามานานหลายสิบปี เลยเป็นลมตายหนีไปเสีย ไม่ต้องหากินเลี้ยงสามีอีกต่อไป เสียดายจริงๆ ที่เวลานั้นแม่ไม่สามารถให้ความกระจ่างแก่ข้าพเจ้า มิฉะนั้นแล้วข้าพเจ้าคงจะมีปัญญาทางธรรมมาแต่เด็กบ้าง

สําหรับทารกปากแหว่งลูกของป้าไขคงจะตายเพราะหมดกรรมด้วย เพราะกรรมทําให้สร้างอวัยวะมาให้ไม่สมบูรณ์ กินอาหารไม่ได้ก็ต้องตาย แต่ขนาดหน้าตาขี้เหร่น่าเกลียดดังที่เล่าอย่างนั้น พอลูกตายป้าไขก็อุตส่าห์ร้องไห้คิดถึง เสียดายด้วย สงสารด้วย

Cr. อุบาสิกาถวิล(บุญทรง) วัติรางกูล จากความทรงจำ เล่ม ๔ บทที่ ๖
สาเหตุของการตาย สาเหตุของการตาย Reviewed by สำนักสื่อธรรมะ on 03:29 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.