ผีในภาพถ่าย


ผี ตามที่เราเข้าใจกันนั้น หมายถึงสัตว์ที่คนเราเห็นตัวตนได้ไม่เต็มที่ เช่นเห็นว็อบแว็บ คือเห็นๆ หายๆ บ้าง เห็นได้เป็นครั้งคราวเฉพาะคนบางคนบ้าง ความจริงสัตว์เหล่านี้มีตัวตนอยู่จริงๆ แต่เป็นสัตว์คนละภูมิกับเรา กายของพวกเขาละเอียดกว่ากายมนุษย์ บางพวกอยู่ในระดับกายมนุษย์ละเอียด หรือกายฝัน
สัตว์พวกนี้ได้แก่ เปรตชั้นดี อสุรกายชั้นดี ยักษ์ทั้งชนิดที่เป็นเทวดา และที่เป็นเดรัจฉานยักษ์ เทวดาชั้นต้นๆ ซึ่งมีที่อยู่ทั่วไปปนเปอยู่กับเหล่ามนุษย์ เรามองไม่เห็นเขา แต่พวกเขามองเห็นเรา เพราะมนุษย์มีกายหยาบกว่ามาก

เรื่องที่คนโบราณชอบพูดกันว่า สุนัขมันหอนเพราะเห็นผี ในบางกรณีก็มีส่วนเป็นความจริง สุนัขมันจะหอนใน ๒ กรณี กรณีหนึ่ง ส่งเสียงหอนหาคู่เมื่อถึงฤดูกาลสืบพันธุ์ที่เราเรียกกันว่าหมาเดือนสิบสอง ชาวบ้านชนบทบางท้องถิ่นใช้เป็นคําด่า ในกรณีที่ต้องการว่าอีกฝ่ายว่า เป็นคนชอบเรื่องทางเพศมากเกินไป
อีกกรณีหนึ่งสุนัขถูกจัดอยู่ในสัตว์อบายภูมิคืออยู่ในภูมิเดรัจฉาน พวกเปรต อสุรกาย และเดรัจฉาน ยักษ์ก็จัดอยู่ในประเภทอบายสัตว์เหมือนกัน เมื่อเป็นสัตว์พวกอบายเหมือนกัน สุนัขมันจึงมีประสาทสัมผัสทางตาละเอียดพอจะเห็นพวกเดียวกันเอง จึงชอบส่งเสียงหอนทักทาย

ดวงตาตรงส่วนที่เป็นเลนส์ตา ไม่ว่าของคนหรือของสัตว์เดรัจฉาน หรือเลนส์กล้องถ่ายรูป มีระดับความละเอียดของความไวในการรับภาพสิ่งที่มากระทบต่างกัน พูดง่ายๆ คือ ตาของสุนัขก็มีเลนส์ตาพิเศษกว่าตามนุษย์ จึงสามารถมองเปรต อสุรกาย เหล่านั้น

สําหรับเลนส์ของกล้องถ่ายภาพก็ละเอียดกว่าเลนส์ (แก้วตา) ของตามนุษย์ จึงมักปรากฏว่า เมื่อมีการถ่ายรูปนําไปอัดออกมาเป็นภาพถ่าย เกิดมีภาพแปลกประหลาดต่างๆ ขึ้นได้บ่อย

ข้าพเจ้าจะเล่าเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตนเองสักเล็กน้อย เวลานั้นข้าพเจ้ารับราชการอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง วันหนึ่งมีเพื่อนเก่าสมัยเคยเรียนหนังสือด้วยกันในชั้นมัธยมมาบอกว่า บิดาของเขาถึงแก่กรรม เขาขอเชิญไปในงานศพด้วย

ข้าพเจ้าหวนนึกถึงบุญคุณของผู้ตายว่า ได้เคยป้องกันข้าพเจ้าให้พ้นจากอันตรายซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต เมื่อทราบว่าท่านถึงแก่กรรม ก็ให้รู้สึกเสียใจที่ยังไม่ได้ทดแทนพระคุณท่าน จึงขอเป็นเจ้าภาพในงาน สวดพระอภิธรรมหนึ่งคืน เวลานั้นข้าพเจ้าลงมือปฏิบัติธรรมแล้ว พอกําหนดรวมจิตให้นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายได้บ้างเป็นครั้งคราว ยังไม่ได้ผลปฏิบัติมากมายแต่อย่างใด

คืนวันงาน ในฐานะเจ้าภาพ ข้าพเจ้ามิได้นั่งบนเก้าอี้ที่เจ้าหน้าที่จัดไว้สําหรับประธานในงาน เพราะมีคนอื่นๆ อยู่ด้วยหลายคน เกรงว่าจะถูกชวนคุย ข้าพเจ้าจึงลุกไปนั่งที่พื้นบนเสื่อใกล้ๆ ที่ยกพื้นสําหรับนั่งของพระภิกษุสงฆ์ เมื่อพิธีสวดเริ่มขึ้น ข้าพเจ้าทําใจนิ่งอยู่ในสมาธิ จิตพยายามรําลึกถึงพระคุณของผู้ตายเป็นที่ตั้งปักใจแน่วไว้ที่ศูนย์กลางกาย กล่าวขึ้นในใจ ณ ที่ตรงนั้นว่า 

ลุง..จ๋า หนูไม่เคยลืมพระคุณของลุงเลยที่ช่วยให้หนูรอดจากภัยอันตรายในครั้งโน้น วันนี้หนูมาเป็นเจ้าภาพต้องการอุทิศส่วนกุศลให้ลุง หนูซื้อของมาทําบุญและถวายพระมากมาย หนูอยากให้ลุงมาอนุโมทนาบุญที่หนูกําลังทําอยู่นี่จังเลย ลุงอยู่ที่ไหนจ๊ะ ถ้าลุงได้ยินหนูเรียก ลุงมาคอยรับบุญที่นี่ด้วย”

ข้าพเจ้านึกถึงผู้ตาย พร้อมกับกําหนดใจภาวนาที่ศูนย์กลางกาย ไม่ยอมให้ใจคิดถึงเรื่องอื่น ใจจดจ่อนึกถึงท่านผู้ตาย ครู่ใหญ่รู้สึกว่าภายในใจสว่างไสวมาก แม้จะกําหนดนิมิตสิ่งใดไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าทราบว่าต้องเกิดบุญในการภาวนาเต็มที่ เพราะจิตสงบนิ่งสนิทจริงๆ

หลังจากงานศพผ่านไปประมาณ ๗ วัน เพื่อนซึ่งเป็นลูกสาวของผู้ตายได้มาเล่าให้ฟังว่า

นี่นายรู้มั้ย เกิดเรื่องประหลาดขึ้น ใครๆ ก็แปลกใจกันใหญ่เลย แต่เราก็บอกเค้าไปอย่างนี้นะว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เพราะนายเป็นคนมีบุญ เป็นคนธรรมะธรรมโม แล้วก็ไปเรียนทํากรรมฐานมา อาจจะเป็นไปได้”

เรื่องอะไรกัน พูดซะงงไปเลย ข้าพเจ้างงจริงๆ ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ

ก็เรื่องที่นายไปเป็นเจ้าภาพงานศพพ่อเราน่ะ คืนนั้น น้องชายเราเป็นช่างภาพถ่ายรูป

อืม..เราจําได้ เค้าก็ถ่ายตอนเรานั่งฟังพระสวดตั้งหลายครั้ง แฟลชสว่างวาบ วาบ ข้าพเจ้าตอบ

นั่นแหละ นั่นแหละ พออัดเป็นภาพถ่ายออกมา พวกเราเห็นเข้าก็แปลกใจ แล้วก็เลยร้องไห้กันใหญ่ พี่คนโตงี้ร้องหนักกว่าเพื่อนเลย

เพื่อนบรรยายความเพิ่มเติม นี่ถ้าเขาเอาภาพถ่ายมาให้ดูเสียเลย ก็คงจะรู้เรื่องกันตั้งแต่เห็นภาพ ข้าพเจ้าคงไม่ต้องฟังแล้วงงไปงงมา อยู่อย่างนี

เกิดอะไรขึ้นกันแน่ฮึ ข้าพเจ้าซักอีก แต่เพื่อนก็ถามย้ำคํา เพื่อให้ตัวเขาแน่ใจอีกครั้ง

ก็คืนนั้นนายนั่งอยู่ที่พื้นศาลาข้างหน้าพระสงฆ์ใช่มั้ย นั่งคนเดียวนี่นา เราจําได้

เออ เรานั่งอยู่คนเดียวแหละ เพราะเราก็จะหนีพวกนายนั่นแหละ ช่างชวนกันคุยดีนัก เราทําสมาธิไม่ได้สะดวก เลยหนีไปนั่งซะห่างรู้แล้วรู้รอดไป ค่อยสงบหน่อย ข้าพเจ้ายืนยัน

นี่นะ มันประหลาดตรงที่ในภาพนั้น ตรงข้างๆ นายนั่งน่ะ ตรงพื้นศาลานั่นแหละ ไม่ใช่ที่เก้าอี้หรอก นั่งอยู่ใกล้นายตรงหน้าพระสงฆ์ กล้องถ่ายติดภาพผู้ชายนุ่งขาวห่มขาวกําลังอยู่ในท่ากราบพระ พอพวกเรา เอาภาพมามองดูกันชัดๆ เลยต้องร้องไห้ จํากันได้ทุกคนเลยว่าเป็นภาพของพ่อ

งั้นเหรอ

ข้าพเจ้าฟังด้วยความรู้สึกงงงวยเป็นกําลัง ยังคิดไม่ออกว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ จริงหรือไม่จริง คงจะทําหน้าตาเหรอหราอ้าปากค้างอยู่กระมัง เพื่อนจึงพูดต่อว่า

นี่เราเล่าเรื่องจริงนะ ลืมเอาภาพถ่ายติดมาด้วย แล้วก็ยังมีประหลาดอีก ในภาพนั้นตรงตัวนายเองน่ะแหละ เหมือนมีแสงสว่างล้อมตัวเลย ภาพถ่ายมันออกมายังงั้น แต่เราก็จําได้นะ ตรงนั้นที่นายนั่งน่ะ ก็ไม่มีแสงไฟอะไรส่องสักหน่อยในวันงาน

ฟังแล้วข้าพเจ้าก็อัศจรรย์ใจ นึกไปถึงเรื่องที่คุณพ่อเคยเล่าให้ฟังสมัยท่านมีชีวิตอยู่ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านไปงานศพเพื่อนผู้หญิงซึ่งเคยเรียนร่วมชั้นกันมา เป็นงานวันทําพิธีเผา ท่านได้ร่วมขบวนเดินแห่ศพรอบเชิงตะกอนกับบรรดาญาติผู้ตายจนครบ ๓ รอบด้วย ช่างภาพผู้หนึ่งซึ่งรับจ้างมาถ่ายภาพเหตุการณ์ในงานก็ถ่ายภาพอยู่เรื่อยๆ หลังจากงานเสร็จแล้ว ๓-๔ วัน เมื่ออัดภาพถ่ายออกมาปรากฏว่ามีใบหน้าของผู้ตายลอยอยู่หน้าขบวนแห่ เรียกว่าลอยนําหน้าขบวนทีเดียว เห็นเพียงศีรษะ ใบหน้าและคอ ส่วนลําตัวกล้องถ่ายไม่ติด

เมื่อฟังบิดาเล่าครั้งนั้นข้าพเจ้ามิได้ปักใจเชื่อสนิทนัก แต่เมื่อฟังเรื่องในทํานองเดียวกันซ้ำจากเพื่อนก็คิดไตร่ตรองดูคงจะเป็นเพราะเลนส์ของกล้องถ่ายรูปมีความใสละเอียด จนสามารถถ่ายจับภาพสัตว์ในภูมิ ละเอียดเหล่านั้นได้ พลอยให้รู้สึกต่อไปถึงการทําสมาธิ จิตมีอานุภาพ สามารถติดต่อกับผู้ตายในปรโลกได้ รู้สึกดีใจที่ผู้ตายมารับส่วนกุศล ตามที่นึกในใจเชิญท่าน

น่าเสียดายที่มิได้ติดต่อขอภาพดังกล่าวนั้นไว้เป็นที่ระลึก จะได้นํามาใช้ยืนยันประกอบเรื่อง เพราะมิได้คิดว่าจะต้องมาเขียนเล่าอะไรๆ ให้ผู้คนอ่าน

Cr. อุบาสิกาถวิล(บุญทรง) วัติรางกูล จากความทรงจำ เล่ม ๑
ผีในภาพถ่าย ผีในภาพถ่าย Reviewed by สำนัก สื่อธรรมะ on 01:02 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.