จากคนงานก่อสร้าง..สู่ประธานบริษัท

กัลฯ ธีระพัฒน์ - กัลฯ บำเพ็ญ นามวงษ์
เจ้าของบริษัท ไทยระพัฒน์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัท ที.บี.พี. คอนสตรัคชั่น จำกัด
ชื่อ บำเพ็ญ  ส่วนสามีชื่อ ธีระพัฒน์  นามวงษ์ เจ้าของบริษัท ไทยระพัฒน์คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัท ที.บี.พี.คอนสตรัคชั่น จำกัด

ก่อนเข้าวัด เราและสามี มีชีวิตที่ลำเค็ญแสนเข็น คือ เข็นเท่าไหร่..ก็ไม่ขึ้น เพราะสามีเป็นเพียงคนงานก่อสร้างที่ยากจน มีความรู้แค่ ม.ปลาย ส่วนเราก็เป็นแค่แม่บ้าน ที่ต้องคอยหอบเสื่อผืนหมอนใบ เร่ร่อนตามสามีไปเช่าห้องเล็กๆ อยู่กันแบบตามมีตามเกิด ระหกระเหินไปตามไซด์งานก่อสร้างต่างๆ ทั่วไทย แต่เนื่องจากสามีมีความใฝ่ฝันว่า สักวันเขาจะต้องเป็นเถ้าแก่ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างให้ได้ จึงลาออกจากงานประจำ มากู้เงินลงทุนทำกิจการรับเหมาก่อสร้างเอง แต่พอเหมาไปเหมามา ก็เจ๊ง ขาดทุนป่นปี้  จนมีหนี้สินท่วมหัว และต้องเลิกเหมา แล้วกลับมาสมัครเป็นลูกจ้างทำงานก่อสร้างเหมือนเดิม

แต่ชีวิตลูกจ้างก็ใช่ว่าจะรุ่งนะคะ แถมยังร่วงหนัก คือ นอกจากไม่รวยแล้ว ยังแย่หนักกว่าเดิมอีก คือ ในปี 2541 เพื่อนของสามีได้โกงค่าแรงคนงานไป 5 แสนบาท ทางบริษัทก็เลยให้สามีชดใช้เงินแทนเพื่อนทั้งหมด เพราะสามีได้ไปค้ำประกันเพื่อนไว้ หนำซ้ำทางบริษัทยังบอกว่า ถ้าใช้แล้ว ก็ให้เคลียร์ตัวเองออกจากบริษัทด่วนด้วย ทำให้เราและสามีเครียดสุดๆ เพราะหนี้เก่าก็ยังไม่ทันหมด มีหนี้ใหม่อีก 5 แสน แถมยังโดนไล่ออกอีก

และในช่วงนั้นเอง เราก็ได้มีโอกาสมาวัดพระธรรมกายครั้งแรก  คือ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2541 พอมาวัด..ก็อยากสร้างองค์พระแบบสุดๆ จึงกดเงินใน ATM 4 หมื่นบาทสุดท้ายของครอบครัว สร้างพระไปหมดเลยค่ะ  คือ สร้างให้ตัวเอง สร้างให้ลูก 2 คน และก็สามี พอสร้างเสร็จ ก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า สามีเพิ่งจะกำชับว่า พี่กำลังจะตกงาน ถ้าจะใช้เงินอะไร ให้คุยกันก่อน ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่รู้จะทำยังไงดีค่ะ จึงยกอนุโมทนาบัตรขึ้นท่วมหัวอธิษฐานว่า ด้วยบุญสร้างพระที่เพิ่งทำไปด้วยความอะเลิร์ทนี้ ขออย่าให้สามีอะเลิร์ทมาด่าเราเลย ขอให้เขาเงียบเป็นเป่าสาก อย่าพูดอะไรทั้งนั้น

พอกลับถึงบ้าน เราก็ทำเนียนพูดว่า ดาร์ลิ้งจ๊ะ..ฉันไปสร้างพระมา เอาบุญมาฝาก ช่วงนี้พี่มีปัญหาอะไร ก็ให้พี่อธิษฐานเอาบุญช่วยนะจ๊ะ ปัญหาที่มีอยู่จะได้หมดไป จากนั้นสามีเขาก็หลับหูหลับตารับอนุโมทนาบัตรจากเราขึ้นจบท่วมหัวทีละใบๆ ขอบอกตรงๆ เถิดค่ะช่วงนั้นสภาพจิตใจเรา เหมือนตกจากหอไอเฟล เพราะถ้าสามีเห็นยอดเงินในอนุโมทนาบัตรแล้ว เราคงต้องมีอันเป็นไปแน่ๆ

และทันใดนั้นเอง อยู่ๆ สามีก็เกิดเป็นอะไรไม่รู้ค่ะ เขาเงียบกริบนิ่ง ไม่พูดกับเราไปนาน 7 วันเลย และพอเข้าวันที่ 8 เท่านั้น ก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจนได้ คือ จากที่เงียบๆ ก็เกิดอะเลิร์ทหัวเราะร่ากลับบ้าน แล้วก็มาบอกเราว่า ดาร์ลิ้ง..อยู่ๆ ทางบริษัทก็ยกหนี้ให้พี่ 5 แสน อีกทั้งไม่โดนไล่ออกด้วย แถมยังให้รับงานใหญ่เพิ่ม ซึ่งทำให้เราได้เงินจากงานนี้ถึง 4-5 แสนบาททันที

แต่เราก็ยังไม่หายคาใจ ว่าทำไมสามีถึงเห็นอนุโมทนาบัตร แล้วไม่ด่าเราเลยสักแอะ ซึ่งเราก็เพิ่งมารู้ความจริงเมื่อเร็วๆ นี้เองว่าเขาไม่ทันดูตัวเลข และขณะเขารับอนุโมทนาบัตรจากเราขึ้นมาจบท่วมหัว อยู่ๆ ก็เกิดอาการหัวกลวงไปเลย คือ จากที่เครียดๆ มันหายวับเป็นปลิดทิ้ง จนเขาเองก็งงเหมือนกัน

แต่เนื่องจากปี 2541 เป็นช่วง IMF งานก่อสร้างซบเซาสุดขีด ทางบริษัทไม่มีงานเข้ามาเลย สามีก็เลยออกจากงานแล้วต้องเปลี่ยนอาชีพมาวิ่งรถขายข้าวสารไปตามหมู่บ้านต่างๆ ช่วงนั้นเราทำงานหนักกันแบบอาบเหงื่อต่างน้ำ กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทก็ยากแสนยาก แต่พอเราทราบข่าวว่าทางวัดจะมีงานสลายร่างคุณยายอาจารย์ เราก็เกิดอะเลิร์ทอะไรก็ไม่ทราบ คือ ไม่มีจะกินอยู่แล้ว แต่เกิดอยากจะทำบุญ M ขึ้นมาแบบสุดขีด เราก็เลยขายข้าวสารไป บอกบุญลุยแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน บอกบุญทั้งวันทั้งคืน แล้วในที่สุด..คนไม่มีจะกินอย่างเรานี่แหละค่ะ ได้ทำบุญล้านแรกของชีวิตสมปรารถนา

และจากนั้น..ชีวิตเราก็พลิกเลยค่ะ คือ บุญบีบคั้นให้ชีวิตพ่อค้าแม่ค้าตกยาก ที่ต้องเร่ตะลอนๆ ขายข้าวสารไปวันๆ หันกลับมาเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างเป็นของตัวเองอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพราะอยู่ๆ ก็มีคนมาติดต่อว่า ให้รีบเข้ามารับงานก่อสร้าง แต่ต้องเข้ามาในรูปแบบบริษัทถึงจะได้งานนี้  ทำให้เราและสามีต้องเลิกขายข้าวสาร และกู้เงินมาทำบริษัทก่อสร้างอีกครั้ง แต่งวดนี้กลับรุ่งค่ะ

จนกระทั่งภายในปีเดียวกัน คือ ปี 2545 เรามีเงินทำบุญด้วยตัวเอง และบอกบุญเป็นประธานกองทอดกฐินปีแรกไปที่ M กว่า ๆ และนับจากนั้นชีวิตก็พุ่งรุ่งแบบปรี๊ดปร๊าด จนสามารถทำบุญทอดกฐินได้มากกว่า M ทุกปี

จนกระทั่งปี 2553 ล่าสุดที่ผ่านมา เราทำเองและทำหน้าที่ลุยบอกบุญเป็นประธานกองทอดกฐินได้มากถึง 6.5 M

ซึ่งพอปิดกองปุ๊ป ก็มีงานใหญ่เข้าปั๊ปแบบอัศจรรย์ คือ โครงการสร้างบ้าน 100 หลังเข้าทันที และโครงการใหญ่ๆ แย่งกันเข้าอย่างโกลาหล  จนเราต้องเปิดบริษัทเพิ่มอีก 1 บริษัทในต้นปี 2554 เพื่อรองรับงานทั้งหมด 3 ไซด์งานในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังมีงานมารอจ่อคิวอีก 2 โครงการอย่างเหลือเชื่อค่ะ

จากอดีต เราคือ พวกก่อสร้างเร่ร่อน อยู่อย่างแร้นแค้น ไม่มีบ้านจะอยู่ ไม่มีความรู้ แถมมีหนี้สินมหาศาล นับตั้งแต่ทำบุญบูชาธรรมกับคุณยายฯ และทำบุญทอดกฐิน ชีวิตก็ทั้งพลิก ทั้งพุ่ง รุ่งไร้เทียมทาน

จนปัจจุบันมีบ้านทั้งหมด 3 หลัง มีรถ 7 คัน เป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้างถึง 2 บริษัท และก็สามารถเป็นประธานกฐินไม่ต่ำกว่า M ทุกปี

ทีมงาน ที่ช่วยกันบอกบุญได้ถึง 6.5 M ค่ะ








Cr. ร. ลิ่วเฉลิมวงศ์ สำนักสื่อธรรมะ
จากคนงานก่อสร้าง..สู่ประธานบริษัท จากคนงานก่อสร้าง..สู่ประธานบริษัท Reviewed by สำนัก สื่อธรรมะ on 06:02 Rating: 5

1 ความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.