เทวดาต่างจากผี


เรื่องของ ภุมมเทวดา ซึ่งเป็นเทวดาชั้นต่ำนั้น ถ้าเขาอยากติดต่อกับคนที่ต้องการ เขาสามารถใช้วิธี เข้าฝัน ก็ได้ ขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๒๘ น้องชายข้าพเจ้าซึ่งมีอายุมากถึง ๔๔ ปีแล้ว ยังไม่มีบ้านพักอาศัยเป็นของตนเองตลอดเวลารับราชการมา ๒o ปีเศษ จึงกู้เงินธนาคารมาซื้อบ้านเป็นเงินหลายแสน ในระยะเวลาตลอดปีที่เป็นหนี้ ปรากฏว่า ภุมมเทวดา (พระภูมิเจ้าที่) ได้เข้าฝันลูกสาวคนโตอายุ ๗ ขวบ บอกเลขล็อตเตอรี่ให้ตลอดปีถึง ๑๖ งวด รวมๆ เงินแล้วสามารถใช้หนี้ได้เกือบครึ่ง ครั้งสุดท้ายเมื่อเจ้าของบ้านมีเงินค่าเช่าบ้านที่ทางราชการช่วยเหลือไม่เดือดร้อนเหมือนตอนต้น เทวดาได้มาบอกเด็กในความฝันว่า   

เลขที่อยู่กับตาหมดแล้ว ต่อไปให้พ่อของหนูเสี่ยงเอาเอง ตั้งแต่นั้นหลานสาวข้าพเจ้าก็ไม่ฝันถึงอีกเลย

เมื่อข้าพเจ้าพบหลานก็ได้ถามถึงเรื่องนี้ เด็กตอบว่า

คุณตาผมขาว เค้ามาเข้าฝันหนู เค้าบอกว่าเค้ามีอายุนานมากเป็นล้านปีเลย ผมของเค้าขาวทั้งศีรษะเลยค่ะป้าใหญ่ แต่หน้าเค้าไม่น่าเกลียด เหมือนผู้ใหญ่ใจดี ผิวเนื้อเค้าไม่เหี่ยวเหมือนคนแก่อย่างบ้านเรา เค้าบอกหนูอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ ว่าอายุเค้ามากเป็นล้านๆ ปีค่ะ หนูเล่าให้คุณพ่อกะคุณแม่ฟัง คุณพ่อว่าหนูเพี้ยนค่ะป้า

ไม่เพี้ยนนะลูก เรื่องนี้จริงๆ จ้ะ เทวดาชั้นต้นนี่เค้ามีอายุประมาณ ๙ ล้านปีของเมืองมนุษย์เรา

แต่เป็นเรื่องแปลก ลาภที่จะได้มานั้น จะได้มาตามบุญเก่าที่ทําไว้เท่านั้น เมื่อคุณตาผมขาวบอกเลขล็อตเตอรี่ให้หลานสาวที่เล่าแล้ว เมื่อเด็กนําไปบอกบิดามารดาก็มักจะมีเหตุให้พ่อแม่ของเด็กลังเลไม่เชื่อลูกเลยสักงวด จะซื้อเพียงจํานวนเล็กๆ น้อยๆ พอให้มีส่งใช้หนี้ธนาคารไม่เดือดร้อนเท่านั้น ไม่กล้าเสี่ยงซื้อมาก พอผลสลากประกาศออกมาก็ต้องเสียใจทุกงวด พร้อมกับร้องบ่นว่า รู้อย่างนี้เชื่อลูกก็ดีน่ะซี นี่เทวดาแท้ๆ จะอนุเคราะห์ด้วยเมตตาจริง ไม่มีข้อต่อรองให้ทําโน่นทํานี่ตอบแทน

ข้าพเจ้าอยากจะย้อนเล่าไปถึงผีที่อ้างตัวเป็นเทวดาอีกสักราย อ้างเป็นอดีตพระเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้าทดลองไปนั่งฟังผีคุยกับคนที่ศรัทธาเลื่อมใส พูดจาด้วยคําหยาบคายจริงๆ พูดถึงแทบจะคําเว้นคํา ใช้ถ้อยคําไม่สุภาพเหลือกําลัง เรียกว่า ผู้หญิงสาวๆ จะทนฟังไม่ได้เลย เพียงฟังการพูดจาก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นผีแอบอ้างอีกประการหนึ่ง เรื่องผีบางตัวมีฤทธิ์มีได้จริง เช่น รักษาโรคบางอย่างหาย เป็นเพราะคนเจ็บกําลังหมดเคราะห์กรรมด้วยและผีเองในสมัยเมื่อเป็นมนุษย์เคยรักษาศีลบ้าง ช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ทำบุญอะไรก็เคยอธิษฐานจิตไว้บ้าง จึงพอมีฤทธิ์มีอำนาจ

เรื่องฤทธิ์เดชนั้นใครๆ ก็มีได้ แต่จะใช้ทางใดเท่านั้น ในหมู่มนุษย์เราอันธพาลมันก็มีฤทธิ์ มันจี้ปล้นเอา ใครไปเกี่ยวข้องกับเขา เขาก็มีเรื่องมาเกี่ยวข้องด้วย เราไม่ยุ่งกับเขา เขาก็ไม่สนใจจะยุ่งกับเรา ผีก็ตกอยู่ในลักษณะเดียวกัน เราไปเกี่ยวข้องกับเขาเข้า เขาก็จะคอยคิดถึงเรียกหาเราอยู่ ทําให้เขาไม่ถูกใจเขาก็พูดขู่ให้เราขวัญเสีย บางทีพอมีเรื่องเกิดขึ้นตามคําขู่โดยบังเอิญ ก็เลยเกรงกลัวกันหนักขึ้นไปอีก เลยกลายเป็นทาสไปโดยปริยาย ไม่เป็นอิสระแก่ตนที่จะสร้างสมบารมีให้ตนเองด้วยความองอาจ กล้าหาญเป็นตัวของตัวเอง จะให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา ควรทําด้วยความคิดอ่านของตน ไม่ใช่อยู่ในอาณัติผี เห็นผีเป็นผู้บังคับบัญชา

ใคร่ขอตั้งข้อสังเกตสรุประหว่างเทวดากับผีดังนี้

๑. เทวดาจริงๆ ยิ่งอยู่ในภพที่สูง ยิ่งไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ทั่วไปยกเว้นผู้มีคุณธรรม

๒. เรื่องเข้าทรงสิงร่าง ถ้าขออาหารกินเหมือนมนุษย์เป็นอสุรกายชั้นดี

๓. ถ้าขออาหารชั้นเลว เช่น ของสดคาว สุรา เนื้อสัตว์ดิบของบูดเน่า เป็นเปรตชั้นเลว อสุรกายชั้นเลว

๔. ถ้าขอให้ทําบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลให้ เป็นเปรตชั้นดี (เทวดากินข้าวทิพย์เป็นอาหาร ลักษณะเป็น
ข้าวเม็ดใสๆ)

๕. สําหรับเปรตชั้นเลว มักมีร่างกายวิปริตไปต่างๆ หลายรูปแบบ ส่วนเปรตชั้นดีมักมีรูปร่างหน้าตาคล้ายตอนมีชีวิตอยู่ แต่จะสวยงามหรือน่าเกลียด แล้วแต่มีกรรมมากน้อยต่างกันเพียงใด เปรตชั้นดีเยี่ยมจริงๆ คือเวมานิกเปรต และมหิทธิเปรต มีความเป็นอยู่ใกล้เคียงเทวดาชั้นต้น

๖. สัตว์ในภูมิเหล่านี้บางรายมีฤทธิ์มาก

๗. อํานาจพระศรีรัตนตรัยมีอานุภาพสูงสุด ผีทุกชนิดเกรงกลัว

๘. ตามที่คนถูกผีหลอกด้วยการเห็นรูปร่างหรืออาการที่น่าเกลียดน่ากลัวต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่ผีหลอก แต่เป็นความทุกข์ยากลําบากที่เขากําลังถูกทรมานอยู่ ต้องการความช่วยเหลือจากมนุษย์ จึงแสดงสิ่งเหล่านั้นให้ดู เช่น ทํากรรมไว้เรื่อง วจีกรรม ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ทําให้มีเข็มหรือตะปูหรืออาวุธอื่นเชือดเฉือนลิ้น คนถูกหลอกจึงเห็นผีแลบลิ้นยาวๆ ผีที่มีความเจ็บปวดเพราะถูกผ่าอกอยากแสดงให้คนเห็นจะได้ช่วยเหลือ คนก็เห็นเป็นผีแหกอก ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น

๙. คนไม่ควรกลัวผี แต่ควรรู้สึกสงสารผี เพราะผีเป็นสัตว์ที่ทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสยิ่งนัก

ข้าพเจ้าคุยมาทั้งหมดไม่ว่าผีอะไรต่อผีอะไร ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้ท่านผู้อ่านชื่นชมยินดีในการเป็นผี รักผีหรือยอมตนอยู่ในอํานาจผี แท้ที่จริงอยากให้เห็นว่า ชีวิตเราทุกคนหากยังไม่สิ้นกิเลสอาสวะ ตายแล้วต้องเกิดเป็นสัตว์ในภูมิโน้นภูมินี้ แล้วแต่กรรมที่ตนประกอบไว้ในระหว่างเวลาที่มีชีวิตเป็นมนุษย์อยู่นั้นเอง การเกิดเป็นผีนั้นถือว่าเกิดในภูมิต่ำ

ภูมิที่เป็นเสมือนกรงขังเรามีด้วยกันทั้งหมด ๓๑ อย่างคือ

เป็นอบายภูมิ ๔ แห่ง ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน

เป็นมนุษยภูมิ ๑ อย่าง

เป็นเทวดาภูมิ ๖ อย่าง

เป็นรูปพรหมภูมิ ๑๖ อย่าง

เป็นอรูปพรหมภูมิ ๔ อย่าง

เมื่อใดเราสร้างสมอบรมบารมีให้เต็มที่ทั้ง ๑๐ ประการคือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี ก็จะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในภูมิทั้ง ๓๑ นี้ต่อไป

หลักการบําเพ็ญบารมีมีกฎเกณฑ์ ๓ ขั้นตอนตามที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้คือ

๑. ละความชั่วทั้งปวง

๒. ทําความดีให้ถึงพร้อม

๓. ทําจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใส

ในเวลาที่เรายังไม่พ้นจากวัฏฏสงสารเข้าสู่พระนิพพาน ชีวิตของเราจึงเป็นเสมือนการเดินทาง ภพภูมิต่างๆ ที่เราไปเกิดยังที่นี่ ที่นั่น ที่โน่นหมุนเวียนไปมา จึงเปรียบเสมือนศาลาพักระหว่างทาง กรรมที่เราสร้างขึ้นในทุกครั้งที่เกิดมีอยู่ ๒ ชนิด คือฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว

กรรมชั่วคือกรรมบาป เป็นเหมือนโจรผู้ร้ายที่คอยปล้นเราในระหว่างเดินทาง ส่วนกรรมฝ่ายดีคือ บุญ เป็นเหมือนขุมทรัพย์มหาสมบัติที่เราได้มามีไว้จับจ่ายใช้สอยขณะเดินทาง

ในการเดินทางจริงๆ ที่เรารู้จัก เราไม่สามารถสร้างโจรหรือสร้างสมบัติให้ตนเองโดยตรง แต่ในการเดินทางของชีวิต เรามีสิทธิ์ในการทําความดีหรือความชั่วด้วยตัวเราเองอย่างแท้จริง ทําไมเล่าเราจึงต้องโง่ สร้างโจรมาปล้นตัว ทําไมไม่ขนแต่มหาสมบัติเพียงอย่างเดียว

ถ้าจะมีปัญญารู้ตามความจริงกันสักนิดว่า ผู้คนหรือสิ่งต่างๆ ที่เราต้องเกี่ยวข้องอยู่ในขณะที่เกิดเป็นมนุษย์นั้น เป็นเพียงของใช้ชั่วคราวในการเดินทางผ่านเท่านั้น เหมือนเวลาเราขึ้นรถประจําทางหรือพักค้างแรมในสถานที่เช่าบางแห่ง สิ่งของที่มีที่ใช้ในรถคันนั้นหรือในห้องเช่นนั้น ล้วนแต่เป็นของใช้ชั่วคราว เมื่อจากไปแล้วเราก็ต้องทิ้งไว้ที่เดิม จะยึดเอาเป็นของตนไม่ได้ เราต้องเดินทางต่อไปยังที่หมายปลายทาง

มนุษย์เราก็คือ ชีวิตที่ต้องเดินทางจากภพนี้ไปภพนั้น หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกรรมของตน ถ้าใครรู้เป้าหมายของชีวิต ก็จะพยายามสร้างบารมีให้เต็มเปี่ยมเพื่อจะได้ออกจากภพ คือได้ เลิกเกิด เรียกว่า เลิกเดินทาง เพราะไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใดๆ ก็ไม่พ้นจากความทุกข์ทั้งสิ้น เพียงแต่จะเป็นทุกข์ที่หยาบหรือละเอียดต่างกันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงนําเรื่องผีเปรตมาพูดกับท่าน หรือแม้ผีอื่นๆ ก็เช่นกัน เพื่อยืนยันว่าตายแล้วถ้ายังมีกิเลสก็ต้องเกิดอีก ไม่ใช่ตายแล้วสูญ

กรรมที่ทําให้เป็นเปรต คือความโลภจัด งกในทรัพย์สมบัติหรือผู้คน ซึ่งเป็นของที่ไม่สามารถเอาติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปไหนด้วยกันได้ อาศัยใช้เพียงชั่วคราวในชาติหนึ่งๆ เท่านั้น ถ้าจะเอาติดตัวไปไหนๆ ด้วย ให้เหมือนเงาตามตัว ก็มีวิธีทําอยู่เพียงวิธีเดียวคือเปลี่ยนทรัพย์สมบัติเงินทองเหล่านั้นให้เป็นบุญ คือทําการบริจาคในสิ่งที่สมควรต่างๆ เรียกว่า เปลี่ยนจากโภคทรัพย์มาเป็นอริยทรัพย์นั่นเอง

Cr. อุบาสิกาถวิล(บุญทรง) วัติรางกูล
เทวดาต่างจากผี เทวดาต่างจากผี Reviewed by สำนัก สื่อธรรมะ on 20:07 Rating: 5

1 ความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.