การหมุนธรรมจักรของพระบรมศาสดา


สร้างปัญญาเป็นทีม
ตามแบบฉบับของพระสารีบุตร
พระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้เลิศด้วยปัญญา
ตอนที่ ๔ การหมุนธรรมจักรของพระบรมศาสดา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบว่า ปัญหาทุกข์ทั้งโลกดับลงได้ด้วยการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น พระองค์จึงทรงต้องการเผยแผ่ความรู้เรื่องมรรคมีองค์ ๘ ออกไปให้ชาวโลกได้รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด เร็วที่สุด กว้างไกลที่สุด เพราะยิ่งมีผู้ปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ เพิ่มมากขึ้นเท่าไร ปัญหาต่าง ๆ ในโลกก็จะลดลงอย่างรวดเร็วเท่านั้น

นโยบายการเผยแผ่เชิงรุก

ในยุคบุกเบิกการเผยแผ่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้นโยบายการเผยแผ่เชิงรุกแก่เหล่าพระอรหันตสาวก ๖๐ รูปแรกของโลกไว้ว่า

พวกเธอทั้งหลาย จงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน เพื่อความเอ็นดูแก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย...

แต่พวกเธออย่าได้ไปทางเดียวกันถึง ๒ รูป พวกเธอจงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์โลกทั้งหลายผู้มีธุลีในดวงตาน้อย ผู้จักอาจรู้ทั่วถึงธรรมนั้นมีอยู่ เขาเหล่านั้นย่อมเสื่อมจากคุณที่พึงได้พึงเห็น เพราะเหตุที่ไม่ได้ฟังธรรม แม้ตถาคตก็จะไปสู่อุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรมเหมือนกัน

พระพุทธโอวาทนี้แสดงให้เห็นว่า

๑) คำสอนในพระพุทธศาสนามีความเป็นสากล มิได้ผูกขาดไว้เฉพาะพระองค์หรือเหล่าพระอรหันตสาวก ผู้ใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทวดา หากปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ตามคำสอนของพระองค์อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ย่อมสามารถบรรลุธรรมเช่นเดียวกับที่พระองค์ตรัสรู้ได้เช่นกัน

๒) การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นงานเร่งด่วนที่ต้องแข่งขันกับปัญหาความทุกข์ของคนทั้งโลก ซึ่งกำลังรอคอยพระองค์และเหล่าพระอรหันตสาวกให้เดินทางไปแนะนำสั่งสอนวิธีการดับทุกข์ด้วยการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ จนถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกเขา

๓) การเผยแผ่พระพุทธศาสนาต้องกระจายกำลังออกไปทั่วทุกทิศทาง เพื่อให้คนทั้งโลกมีโอกาสได้ศึกษาวิธีการดับทุกข์ด้วยการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ด้วยตนเองอย่างทั่วถึงทุกมุมโลก โดยไม่ให้ตกหล่นใครเลยแม้แต่คนเดียว

การหมุนธรรมจักร

เนื่องจากคำสอนในช่วงต้นพุทธกาลยังมีอยู่น้อยมาก พระองค์จึงมิได้เรียกการส่งพระอรหันต์ออกไปสอนวิธีการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่ทรงเรียกการเผยแผ่พระพุทธศาสนาว่า การหมุนธรรมจักรเพราะการเผยแผ่ตลอด ๔๕ พรรษานั้น คือ การอธิบายขยายความธัมมจักกัปปวัตนสูตรนั่นเอง

ในช่วงเวลาที่เพิ่งเริ่มหมุนธรรมจักรนั้น พระพุทธองค์เพิ่งตรัสรู้ได้เพียง ๕ เดือนเท่านั้น คำสอนในช่วงนั้นจึงนับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับคำสอนทั้งหมดในพระไตรปิฎก เพราะมีเพียงธัมมจักกัปปวัตนสูตร อนัตตลักขณสูตรที่แสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ ๕ รูป และอนุปุพพิกถาที่แสดงแก่พระยสกุลบุตรและสหายรวม ๕๕ รูปเท่านั้น แต่พระองค์ก็ทรงสามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างรวดเร็ว เพราะทรงมีวิธีหมุนธรรมจักรด้วยพระปรีชาสามารถอันยอดเยี่ยม ซึ่งพอสรุปเป็นประเด็นการทำงานช่วงแรกบุกเบิกได้ดังนี้

๑. การบริหารเวลาชีวิต

พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการบริหารเวลาชีวิตเป็นอย่างมาก โดยทรงกำหนดพุทธกิจเพื่อทรงบำเพ็ญเป็นประจำในแต่ละวัน ๕ ประการ ซึ่งเรียกว่า พุทธกิจประจำวัน ๕ ประการดังนี้

๑) เวลาเช้าเสด็จบิณฑบาต
๒) เวลาเย็นทรงแสดงธรรมแก่ผู้สนใจใคร่ฟังธรรม
๓) เวลาย่ำค่ำประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ
๔) เวลาเที่ยงคืนทรงตอบปัญหาเทวดา
๕) เวลาย่ำรุ่งทรงส่องข่ายพระญาณตรวจดูสัตวโลกที่สามารถและที่ยังไม่สามารถบรรลุธรรม อันควรจะเสด็จไปโปรดหรือไม่

พระองค์ทรงปฏิบัติกิจวัตรเช่นนี้ตลอด ๔๕ พรรษา เพื่อสอนสั่งทั้งมนุษย์และเทวดาให้รู้จักการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ จะได้บรรลุธรรมอันเป็นปัญญาเครื่องดับทุกข์ดุจเดียวกับพระองค์

๒. การโปรดสรรพสัตว์

พระองค์ทรงแบ่งการโปรดสรรพสัตว์ออกเป็น ๒ แบบ ดังนี้

๑) การโปรดสรรพสัตว์แบบเร่งด่วน
ช่วงเวลาย่ำรุ่งของทุกวัน ในขณะที่พระองค์ทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยข่ายพระญาณ หากพบบุคคลที่สามารถบรรลุธรรมปรากฏขึ้นในญาณทัสนะ ก็จะเสด็จไปหาบุคคลนั้นแบบเร่งด่วนทันที เมื่อได้พบกันแล้ว ก็จะทรงเป็นฝ่ายทักทายขึ้นก่อนเพื่อชวนสนทนา เมื่อเขาบังเกิดจิตเลื่อมใสในพระองค์แล้ว ก็ทรงแสดงธรรมในเรื่องที่เขาสงสัยให้ฟัง เมื่อความซาบซึ้งในธรรมขจัดความสงสัยสิ้นไป ใจของเขาก็หยุดนิ่งดิ่งเป็นสัมมาสมาธิ พอพระธรรมเทศนาจบลงก็บรรลุธรรม พร้อมทั้งประกาศตนเป็นสาวกตลอดชีวิต

๒) การโปรดสรรพสัตว์แบบปกติ
ถ้าหากวันใดไม่มีบุคคลที่จะสามารถบรรลุธรรมปรากฏเข้ามาในข่ายพระญาณ พระองค์ก็จะทรงดำเนินกิจวัตรประจำวันไปตามปกติเพื่อสั่งสอนอบรมบ่มอินทรีย์เหล่าสาวกให้แก่กล้าขึ้นก่อน เมื่อมีศิษย์คนใดอบรมบ่มอินทรีย์จนแก่กล้าแล้ว ก็จะทรงแสดงธรรมแบบเฉพาะเจาะจงแก่บุคคลนั้น เพื่อประโยชน์แก่การบรรลุธรรมของเขาโดยตรง

๓. การเลือกหัวข้อธรรมที่เหมาะสม

ในการแสดงธรรมทุกครั้ง พระองค์จะทรงเลือกหัวข้อธรรมที่เหมาะสมกับบุคคล ปัญหา สถานการณ์ นอกจากนี้ในการแสดงธรรม ไม่ว่าจะเป็นแบบเร่งด่วนหรือแบบปกติ พระองค์จะทรงปรารภเหตุในการแสดงธรรมอยู่ ๔ ลักษณะ ได้แก่

๑) ทรงปรารภขึ้นจากความประสงค์ของพระองค์เองโดยไม่มีใครกราบทูล

ตัวอย่างเช่น ในคราวที่พระองค์ทรงต้องการจะให้โอวาทแก่สามเณรราหุลที่มีอายุเพียง ๗ ขวบ ก็เสด็จไปถึงที่พักสามเณร แล้วตรัสแสดง ราหุโลวาทสูตร เพื่อปลูกฝังให้สามเณรรู้ว่า สัจจะคือ คุณธรรมอันเป็นเสาหลักค้ำจุนชีวิตคน คนที่ยังพูดโกหกไร้สัจจะ คือ คนที่ยังทำความชั่วได้ทุกอย่าง หากต้องการบรรลุอริยสัจ ๔ ต้องฝึกการมีสัจจะต่อความดีให้เป็นนิสัยประจำตัว

สามเณรราหุลได้รับฟังโอวาทแล้ว ก็ตั้งใจฝึกความเป็นผู้มีสัจจะตั้งแต่ ๗ ขวบ เพื่อบ่มอินทรีย์ให้แก่กล้า เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ได้บวชเป็นพระภิกษุแล้ว บำเพ็ญเพียรไม่นานก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ โดยอาศัยความมีสัจจะที่ได้รับการปลูกฝังไว้เป็นพื้นฐานตั้งแต่เด็กเป็นคุณธรรมหลักในการบรรลุอรหัตผล

๒) ทรงปรารภจากอัธยาศัยของบุคคลผู้ควรตรัสรู้ธรรม

ตัวอย่างเช่น ในคราวที่พระองค์เสด็จไปโปรดโจรองคุลิมาล ซึ่งเวลานั้นฆ่าคนและตัดนิ้วไปแล้ว ๙๙๙ คน กำลังตามล่าหานิ้วสุดท้าย เพื่อให้ครบหนึ่งพัน พระองค์ทรงเห็นในข่ายพระญาณว่าเป็นโจรที่มีบุญมากพอจะได้เป็นพระอรหันต์ในอนาคต แต่ถ้าไม่เสด็จไปห้ามการฆ่าไว้ก่อน ก็จะทำอนันตริยกรรมฆ่าตัดนิ้วแม่บังเกิดเกล้า แล้วบาปกรรมจากการทำมาตุฆาต ก็จะตัดหนทางแห่งมรรค ผล นิพพาน

พระองค์จึงเสด็จไปดักหน้า เพื่อล่อให้โจรองคุลิมาลวิ่งตามฆ่าพระองค์ แต่โจรองคุลิมาลยิ่งเร่งฝีเท้าเท่าไรก็ยังตามไม่ทัน จึงตะโกนร้องเรียกให้พระองค์หยุด เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าทรมานโจรองคุลิมาลจนสิ้นฤทธิ์แล้ว ก็ตรัสเตือนสติให้ได้คิดว่า สมณะหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด สองมือของท่านยังเปื้อนเลือดอยู่ โจรองคุลิมาลฟังแล้วได้คิด ก็เลยตัดสินใจทิ้งดาบออกบวช รอดจากการทำมาตุฆาตรอดจากการทำอนันตริยกรรมได้อย่างหวุดหวิด

ในขณะที่พระองคุลิมาลบวช ก็ตั้งใจฝึกฝนอบรมตัวเองอย่างเคร่งครัด แม้จะประสบความลำบากในการบิณฑบาตอยู่มาก เพราะถูกชาวบ้านระดมขว้างปาก้อนหินเข้าใส่อย่างไม่ยั้งมือด้วยความโกรธแค้น จนกลายเป็นบิณฑบาตอาบเลือดกลับมาวัดทุกวัน ท่านก็อดทนไม่ย่อท้อ ในที่สุดด้วยผลแห่งความเพียรอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ท่านก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

๓) ทรงปรารภจากปัญหาที่มีผู้กราบทูลถาม

ยกตัวอย่างเช่น พวกเทวดาตั้งแต่สวรรค์ชั้นล่างได้ยินพวกมนุษย์ถกเถียงกันว่าอะไรคือมงคลชีวิต จึงพากันถกเถียงเรื่องมงคลกันจนไปถึงพรหมโลก แต่ก็ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้ ในที่สุดก็ยกขบวนจากสวรรค์ลงมายังเมืองมนุษย์ เพื่อกราบทูลถามปัญหานี้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระองค์ทรงทราบปัญหานั้นแล้ว ก็ตรัสแสดง มงคลสูตร ๓๘ ประการ ให้เทวดาฟัง โดยเริ่มต้นจากมงคลที่ ๑ ไม่คบคนพาล มงคลที่ ๒ คบบัณฑิต มงคลที่ ๓ บูชาบุคคลที่ควรบูชา ฯลฯ จนกระทั่งถึงมงคลที่ ๓๘ จิตเกษม เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมจบลง เหล่าเทวดาทุกชั้นฟ้าก็เปล่งสาธุการดังสะเทือนเลื่อนลั่นพร้อมทั้งบรรลุธรรมตามมาเป็นอันมาก

๔) ทรงปรารภจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

ตัวอย่างเช่น มีนักบวชนอกศาสนาคนหนึ่งพูดจาจาบจ้วงว่า การตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่การตรัสรู้ด้วยญาณทัสนะอันบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส แต่เกิดจากการตรึกตรอง-นึกคิด-ตีความ-ด้นเดา แล้วอ้างตนว่าตรัสรู้เป็นพระอรหันต์

พระสารีบุตรผู้ดำรงตำแหน่งพระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้มีปัญญามาก ได้ยินคำจาบจ้วงนี้ จึงกลับมากราบทูลรายงานให้ทรงทราบ พระองค์จึงทรงปรารภเหตุนี้ตรัสแสดง มหาสีหนาทสูตร การที่พระองค์ต้องทรงแสดงธรรมแบบบันลือสีหนาท ก็เพื่อประกาศความเป็นเลิศในการตรัสรู้ธรรมอย่างที่ไม่มีศาสดาคนใดในโลกนี้ทำได้ เพื่อให้ทุกคนทราบความจริงว่า การตรัสรู้ธรรมของพระองค์นั้น เป็นการตรัสรู้ด้วยทศพลญาณอันบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ที่ประกอบด้วยญาณทัสนะที่มีคุณสมบัติวิเศษ ๑๐ ประการ ซึ่งบังเกิดขึ้นจากพระปรีชาสามารถในการบำเพ็ญเพียรอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จนกระทั่งตรัสรู้ธรรมด้วยกำลังของพระองค์เอง และเป็นคุณสมบัติเฉพาะพระองค์เพียงผู้เดียว ไม่มีสาธารณะทั่วไปในเหล่าพระอรหันต์สาวกทั้งหลาย

ขณะที่พระองค์ทรงแสดงมหาสีหนาทสูตรถึงตอนท้าย ก็ได้ตรัสเตือนว่า ผู้ใดไม่ละทิ้งความเข้าใจผิดและวาจาจ้วงจาบนั้นว่า การตรัสรู้ธรรมของพระองค์เกิดจากตรึกตรอง-นึกคิด-ตีความ-ด้นเดา แล้วอ้างว่าตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน

๔. การหมุนธรรมจักรด้วยคุณสมบัติแห่งธรรมราชา

คุณสมบัติแห่งธรรมราชามีองค์ประกอบ ๕ ประการ คือ

๑) ทรงเป็นผู้รู้จักอรรถ คือ ทรงเป็นผู้มีญาณหยั่งรู้ผล ได้แก่ หยั่งรู้ผลที่เกิดจากเหตุปัจจัยแต่ละชนิด รู้ทุกข์ รู้นิโรธ นิพพาน หยั่งรู้ วิบากคือผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม รู้เนื้อความแห่งภาษิต

๒) ทรงเป็นผู้รู้จักธรรม คือ ทรงเป็นผู้มีญาณหยั่งรู้เหตุ ได้แก่ หยั่งรู้เหตุปัจจัยแต่ละชนิดที่ทำให้เกิดผล รู้ทุกขสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ รู้อริยมรรคหนทางดับทุกข์ หยั่งรู้ว่านี้กุศลกรรม นี้อกุศลกรรม นี้คำภาษิต

๓) ทรงเป็นผู้รู้ประมาณ คือ ทรงเป็นผู้รู้ประมาณในการรับและการบริโภคปัจจัย ๔

๔) ทรงเป็นผู้รู้จักกาล คือ ทรงเป็นผู้รู้เวลาปลีกวิเวก รู้เวลาเข้าสมาบัติ รู้เวลาแสดงธรรม รู้เวลาจาริกเผยแผ่ไปในชนบท

๕) ทรงเป็นผู้รู้ประชุมชน คือ ทรงเป็นผู้รู้ธรรมชาติของกลุ่มคนทั้ง ๘ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มกษัตริย์ กลุ่มพราหมณ์ กลุ่มคหบดี กลุ่มนักบวช กลุ่มเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา กลุ่มเทวดาชั้นดาวดึงส์ กลุ่มเทวดาชั้นนิมมานรดี กลุ่มเทวดาชั้นพรหม

๕. ผลแห่งการหมุนธรรมจักร

ผลที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมก็คือ

๑) มีผู้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ตามมาเป็นอันมาก
๒) การเผยแผ่พระธรรมคำสอนขจรขจายออกไปทั่วภพสาม
๓) บังเกิดปฏิรูปเทส ๔ ขึ้นในแต่ละท้องถิ่นของชมพูทวีป ได้แก่ อาวาสเป็นที่สบาย อาหารเป็นที่สบาย บุคคลเป็นที่สบาย ธรรมะเป็นที่สบาย
๔) พระพุทธศาสนาครองใจของมนุษย์และเทวดา เกิดเป็นเขตแดนแห่งการบรรลุธรรมขึ้นภายในใจของสรรพสัตว์ เป็นดินแดนที่มารมองไม่เห็น

ดังนั้น การที่พระองค์ทรงหมุนธรรมจักรด้วยพระปรีชาสามารถส่วนพระองค์เช่นนี้ จึงทำให้มีผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ ตามมาเป็นอันมาก ความรู้เรื่องการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ จึงแผ่ขยายออกไป และทำให้มีสาวกรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาศึกษาธรรมะกับพระองค์เพิ่มมากขึ้น

Cr. หลวงพ่อทัตตชีโว
วารสารอยู่ในบุญ ฉบับที่ ๑๗๓ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐
การหมุนธรรมจักรของพระบรมศาสดา การหมุนธรรมจักรของพระบรมศาสดา Reviewed by สำนัก สื่อธรรมะ on 01:49 Rating: 5

1 ความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.