ข้อคิดจากบทสวดมนต์


การสวดมนต์ในพระพุทธศาสนามีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เป็นการสวดสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ โดยสรุปเอาประเด็นสําคัญมาสวดเพื่อกันลืมเพื่อทบทวนและเพื่อเป็นการท่องจำ ที่บอกว่าเพื่อกันลืมก็เพราะในครั้งพุทธกาลไม่มีพระไตรปิฎกเป็นเล่ม ๆ อย่างนี้ จึงต้องใช้วิธีท่องจำคำสอนของพระพุทธเจ้า  แม้หลังจากพุทธปรินิพพานมีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๑ เรียบเรียงคำสอนทั้งหมดเป็นพระไตรปิฎกแล้วก็ตาม  ก็ยังใช้การท่องจำสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลา  ๔๐๐  กว่าปี    ที่เรียกว่า  “มุขปาฐะ”  ภายหลังจึงเริ่มจารึกด้วยตัวอักษร เพราะฉะนั้นคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหมดต้องอาศัยการท่องจําทั้งนั้นและมีการคัดเอาคําสอนที่สําคัญ ๆ มาสวดสาธยายอยู่เป็นเนืองนิตย์ เป็นบทสวดมนต์สืบทอดต่อกันมา  ทั้งนี้เพื่อตอกย้ําตัวเอง เหมือนกับที่คนทางโลกท่องสโลแกนบางอย่าง

เราจะเห็นว่าในครั้งพุทธกาล บางคราวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอาพาธ ยังมีพระภิกษุมาสาธยายพุทธมนต์ให้ฟัง เช่น บทโพชฌงค์ และด้วยอานุภาพแห่งบทโพชฌงค์ที่ฟังแล้วทําให้สบายใจ อาการอาพาธก็คลายและทุเลาลง แล้วเวลามีพระภิกษุอาพาธ พระพุทธเจ้าก็ทรงสาธยายพระพุทธมนต์ให้ฟังเหมือนกัน บทสวดมนต์เป็นสิ่งที่มีอานุภาพ อย่าดูเบา และชาวพุทธเราก็สวดกันเรื่อยมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ทั้งพระภิกษุ ทั้งญาติโยม  เพื่อเป็นการทบทวนพุทธคุณและคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เราจะแยกระหว่างบทสวดมนต์กับคาถาอาคมได้อย่างไร?

บทสวดมนต์เป็นการรวมคําสอนที่สําคัญเอาไว้ ซึ่งคําสอนนั้นมีอานุภาพ ส่วนคําว่า คาถา ความหมายที่แท้จริงแปลว่า ร้อยกรอง  คําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีทั้งที่เป็นบทร้อยกรองและร้อยแก้ว ร้อยแก้วก็คือ คําบอกเล่าทั่ว ๆ ไป ส่วนร้อยกรองก็คล้าย ๆ กับโคลงฉันท์กาพย์กลอนที่เราใช้ในภาษาไทย  แต่ในภาษาบาลีนั้น คาถา ๑ คาถา มีอยู่ ๒ บรรทัด ๔ วรรค ตัวอย่างเช่น วรรคที่ ๑ อัตตา หิ อัตตะโน นาโถต่อไปวรรคที่ ๒ โกหินาโถปะโรสิยา”... พอครบ๔วรรคก็เป็น ๑ คาถา นี้คือบทร้อยกรองในพระพุทธศาสนา  แต่เรามาใช้คําว่า คาถาอาคม ซึ่งความเข้าใจของคนทั่วไปในปัจจุบันรู้สึกว่าเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์

ส่วนคําว่า อาคมที่จริงศัพท์เดิมหมายถึง  พระสูตร พระไตรปิฎกประกอบด้วยพระวินัย  พระสูตร และพระอภิธรรม พระสูตรบางที ใช้คําว่าอาคมแทน แต่ในยุคหลังเรายืมคําเก่ามาใช้แล้วความหมายแปลงไปนิดหน่อย  คําว่า คาถาอาคม เรารู้สึกเหมือนเป็นเรื่องที่ต้องห้อยลูกประคํา มีการล้อมสายสิญจน์ มีการเสกคาถาเรียกวิญญาณลงหม้อ ฯลฯ  ส่วนคําว่า คาถา แต่เดิมเขาก็ใช้กัน  เช่น  คาถาทําคลอด  สมัยโบราณถ้าผู้หญิงท้องแก่จะคลอด แล้วคลอดยาก ต้องไปนิมนต์พระมาสวดคาถาพระปริตร

เหตุที่มามีอยู่ว่า  เมื่อครั้งพุทธกาลองคุลิมาลฆ่าคนมาเยอะ เพราะท่านเป็นโจรมาก่อน ภายหลังกลับใจมาบวช พอบวชแล้วคนก็ไม่ค่อยใส่บาตร  หนีกันหมด  บางคนเอาหินขว้างปา เพราะโกรธที่ท่านเคยฆ่าญาติของตน

คราวหนึ่งพระองคุลิมาลเจอหญิงท้องแก่เจ็บท้องจะคลอด แต่ไม่ยอมคลอด ปวดมาก ท่านก็เลยเข้าไปโปรด โดยการตั้งสัตยาธิษฐานว่า ตั้งแต่ข้าพเจ้าออกบวชในอริยวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้  ไม่เคยเลยที่จะปลงชีวิตสัตว์แม้ด้วยความคิด ด้วยอานุภาพแห่งสัจวาจานี้  ขอความสวัสดีจงมีแก่น้องหญิงและทารกในครรภ์เทอญ

สิ้นเสียงพระองคุลิมาลเท่านั้น เด็กคลอดออกมาได้อย่างสบาย ดังนั้นในยุคหลังผู้หญิงท้องแก่ที่คลอดยาก ก็เลยเอาคําของท่านมาเป็นคาถาให้คลอดง่าย

คาถาแต่ละคาถาล้วนมีที่มาที่ไป อิงอาศัยอานุภาพของพระรัตนตรัยทั้งนั้น อย่างเวลาเข้าป่า ถ้ากลัวงูก็ต้องใช้คาถากันงู วิรูปักเขหิ เม  เมตตังแผ่เมตตาให้พญานาคตระกูลใหญ่ ๆ ทั้ง ๔ ตระกูล ซึ่งเป็นเจ้าแห่งงู แล้วงูเล็กงูน้อยทั้งหลายซึ่งอยู่ในอํานาจจะไม่มารบกวน  เลยถือเป็นคาถากันงู

เวลาจะขึ้นบ้านใหม่  นิยมนิมนต์พระมาเจริญพุทธมนต์ ๗  ตํานาน  ๑๒ ตํานาน  ในนั้นจะต้องมีบทกันไฟไหม้ด้วย คือบท อัตถิ  โลเก  สีละคุโณคาถานี้มีที่มาจากชาดก ตอนที่พระพุทธเจ้าทรงระลึกชาติไป แล้วทรงเล่าอดีตชาติให้ฟังว่า มีพระชาติหนึ่งพระองค์เกิดเป็นลูกนกคุ่มอาศัยอยู่ในรัง พ่อนกแม่นก
ออกไปหากินเกิดไฟไหม้ป่า ไหม้จะมาถึงรังแล้ว ลูกนกก็ยังบินไม่ได้ก็เลยตั้งสัตยาธิษฐานและด้วยอานุภาพแห่งสัตยาธิษฐานนี้ ไฟจึงหยุดไหม้  แล้วที่ตรงนั้นไฟจะไม่ไหม้ตลอดกัป ด้วยอานุภาพแห่งสัตยาธิษฐานของพระบรมโพธิสัตว์ เราก็เลยเอาคาถาบทนี้เป็นคาถากันไฟไหม้

ถ้าไปเยี่ยมคนเจ็บก็จะสวดคาถาบทที่เรียกว่าโพชฌงคสูตร ซึ่งฟังแล้วทําให้ใจสบาย อาการป่วยก็จะคลี่คลาย ทุเลาเบาบางลง เป็นต้น ซึ่งต่อมาหลัง ๆ คนไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็เลยถือว่าเป็นคาถาอาคม บางครั้งไม่ได้เกี่ยวกับบทสรรเสริญพระรัตนตรัยโดยตรง แต่ว่าเป็นของที่แต่งขึ้นในยุคหลัง คาถาที่ศักดิ์สิทธิ์ จริง ๆ แล้ว จะต้องมาจากบทสวดมนต์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีที่มาที่ไป อ้างอิงถึงคุณของพระรัตนตรัย สวดแล้วมีอานุภาพ แต่อานุภาพจะแรงมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าผู้สวดมีศีลบริบูรณ์แค่ไหน  แล้วก็มีความศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัยแค่ไหน ถ้าหากสวดแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อานุภาพก็ระดับหนึ่ง แต่ถ้าสวดด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจริง ๆ ใจดิ่งปักมั่นในพระรัตนตรัยจริง ๆ อานุภาพไม่มีประมาณ

ทําไมบางวัดมีการสวดพรมน้ํามนต์ มีสายสิญจน์ บางวัดไม่มี จะมีผลแตกต่างกันหรือไม่?

แก่นของการสวดมนต์จริง ๆ คือ สวดออกไปถูกต้องด้วยใจที่เลื่อมใสศรัทธามั่นคง ส่วนพิธีกรรมอื่นที่มาประกอบ เช่น มีสายสิญจน์ระโยงระยางเหนือศีรษะหรือเป็นสายย้อยลงมาให้คนถือเพื่อความสบายใจ เป็นเปลือกกระพี้ เป็นส่วนเสริมคือเสริมความศรัทธาให้เต็มที่ขึ้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละที่ แต่ถ้าสาระสําคัญหรือแก่นยังคงเดิม ก็ถือว่าใช้ได้

ถ้าไม่ได้สวดมนต์ด้วยความศรัทธา แต่สวดเพราะความกลัว เช่น กลัวผี จะได้พุทธคุณหรือป้องกันภูตผีปีศาจได้หรือไม่?

ถ้าใครกลัวผีแล้วสวดมนต์ระลึกถึงพระรัตนตรัย ก็แสดงว่ามีความศรัทธา ถ้าไม่ศรัทธาคงไม่สวดถามว่ามีอานุภาพไหม มีแน่  ถ้าใครกลัวผีก็มีคาถาไล่ผี คือ บทยังกิญจิ

สมัยพุทธกาล ครั้งหนึ่งเมืองเวสาลีมีอมนุษย์มากมาย ตอนนั้นชาวเมืองล้มตายกันมากจากโรคระบาด ชาวเมืองจึงไปอาราธนาพระพุทธเจ้ามาโปรด  พระพุทธเจ้าเสด็จไปแล้วทรงเจริญพระพุทธมนต์บทนี้ แล้วรับสั่งให้พระอานนท์อุ้มบาตรน้ํามนต์พรมทั่วทั้งเมือง อมนุษย์ ภูต ผี  ปีศาจ หนีหมดเลย โรคภัยไข้เจ็บก็หาย บ้านเมืองก็กลับสู่ภาวะปกตินี้คือที่มา เราจึงใช้บทนี้มาเป็นบทไล่ผี แต่บางคนบอกว่ายาวไป กําลังตกใจกลัวผีนึกไม่ทัน  บทสั้น ๆ ก็มี พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สะระณัง คัจจามิ, สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ หรือ นะโม ตัสสะก็ได้ อะระหังสัมมา... ก็ได้ อิติปิโส...ก็ได้ เอาบทใดบทหนึ่งที่เราคล่องปากขึ้นใจ ยิ่งถ้าได้ฝึกสวดจนกระทั่งคล่องยิ่งดีใหญ่ จะได้จําบทพระพุทธมนต์ได้มากขึ้น ซึ่งจะมีอานุภาพนําสิ่งไม่ดีให้หายไปจากตัวเรา แล้วเอาสิ่งดี ๆ เอาสิริมงคลเข้ามาอย่างเป็นอัศจรรย์

การสวดมนต์เป็นสิ่งที่เราจะต้องทําหรือเป็นหน้าที่เฉพาะของพระภิกษุ?

จริง ๆ แล้วการสวดมนต์เป็นหน้าที่ของชาวพุทธทุกคน  เดิมเนื้อหาการสวดมนต์แต่ละท้องถิ่นมีความหลากหลาย ต่อมารัชกาลที่ ๔ ซึ่งเคยผนวชมา ๒๗ พรรษา ทรงวางรูปแบบการสวดมนต์ทําวัตรเช้า-เย็นทั้งประเทศให้เป็นแบบแผนเดียวกัน  รวมทั้งการอาราธนาศีล พิธีกรรมสงฆ์ต่าง ๆ เช่น การถวายสังฆทาน  การเจริญพระพุทธมนต์  ๗  ตํานาน  ๑๒ ตํานาน  เป็นต้น ทรงปรับให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อความเป็นเอกภาพของพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นให้รู้เถิดว่าไม่ใช่เป็นหน้าที่พระอย่างเดียว  โยมเองอย่างน้อยควรทําวัตรเช้า-เย็น ซึ่งใช้เวลาไม่นานวัตรเช้าประมาณ ๑๕นาที วัตรเย็นประมาณ ๑๗-๑๘ นาที จะเป็นประโยชน์กับตัวเรามาก

การสวดมนต์โดยเข้าใจกับไม่เข้าใจความหมายมีอานิสงส์ต่างกันอย่างไร?

แม้เราสวดมนต์โดยไม่รู้ความหมาย ก็มีประโยชน์ อย่างน้อยเราก็รู้รวม ๆ ว่าเป็นการสวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย สวดไปก็ตอกย้ำความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยไป ซึ่งเป็นประโยชน์มาก ๆ เพราะศรัทธาเป็นยอดทรัพย์ พอมีศรัทธาในพระรัตนตรัยแล้ว จะทำให้เรามีโอกาสสร้างบุญสร้างกุศลอย่างอื่นมากมาย

ในอดีตมีพระภิกษุรูปหนึ่งสาธยายพุทธมนต์   ขณะนั้นค้างคาวฟังอยู่  ไม่รู้เรื่องว่าพระสวดอะไร แต่ฟังเสียงสวดมนต์แล้วสบายอกสบายใจ ด้วยใจที่เลื่อมใสในเสียงสวดมนต์  จดจ่อกับเสียงสวดมนต์ ตายปุ๊บเลื่อนชั้นจากสัตว์เดียรัจฉานไปเกิดเป็นเทวดาเลย ขนาดฟังไม่รู้เรื่องยังมีบุญขนาดนี้ แล้วเราเป็นคน เรารู้เรื่องมากกว่าค้างคาว  รู้ว่ากําลังสรรเสริญพระรัตนตรัยอยู่ ยิ่งถ้าสวดเองบุญยิ่งมากกว่าฟังอีก แล้วเราก็หาเวลาเอาหนังสือสวดมนต์ที่มีคําแปลมาเปิดดู  แต่เวลาสวดไม่ต้องสวดบาลีคําไทยคํา เพราะระบบไวยากรณ์ไม่เหมือนกัน  ภาษาไทยมีสระเยอะแยะ แต่ภาษาบาลีมีสระแค่ ๘ ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ เวลาสวดบาลีจังหวะเป็นแบบหนึ่ง สวดคําไทยอีกจังหวะหนึ่ง ถ้าเราสวดสลับไปสลับมายาว ๆ จะทําให้ขาดผลไปนิดหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องสมาธิ

ถ้าเป็นบทสั้น ๆ ที่ต้องการย้ำ เช่น ชะรา ธัมโมหิ ชะรัง อะนะตีโต เรามีความแก่เป็นธรรมดา ยังไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ถ้าอย่างนี้ไม่เป็นไร เป็นการตอกย้ำให้ไม่ประมาทในชีวิต ให้ระลึกนึกถึงกฎแห่งกรรม แต่ถ้าเป็นบทยาว ๆ ก็สวดบาลีไปเลย มาเปิดดูคําแปลทีหลัง เสียงสวดมนต์จะได้ลื่นไหล การสวดมนต์ถือเป็นการเจริญภาวนาอย่างหนึ่ง ถ้าตั้งใจจริง ๆ บรรลุธรรมได้ เพราะเป็นสมาธิแบบหนึ่ง ใจจดจ่อ นิ่ง ดิ่งเข้าไป เข้าถึงธรรมได้เลย  แต่ถึงแม้ว่ายังไม่บรรลุธรรม การสวดมนต์ก็เป็นการเคลียร์ใจของเราให้เกลี้ยงในระดับหนึ่ง เป็นพื้นฐานอย่างดีต่อการทําสมาธิ เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปจะนิยมสวดมนต์ก่อน  แล้วนั่งสมาธิ จะช่วยให้นั่งได้ดี  การสวดมนต์ให้ประโยชน์แน่นอน แม้ไม่รู้ความหมาย แค่ฟังสวดมนต์ก็ได้บุญ ยิ่งสวดเองบุญยิ่งมาก  ถ้ารู้ความหมายด้วย บุญก็ยิ่งทบทวี  รู้ความหมายแล้วสวดมนต์ไปด้วย ทําสมาธิภาวนาไปด้วยถูกหลักวิชชา ได้บุญมหาศาล

Cr. พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ
วารสารอยู่ในบุญ  ฉบับที่ ๑๕๗  เดือนพฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๕๕๘
ข้อคิดจากบทสวดมนต์ ข้อคิดจากบทสวดมนต์ Reviewed by สำนัก สื่อธรรมะ on 01:16 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.