ความลึกลับ : สิ่งที่วิทยาศาสตร์คาดไม่ถึง


เรื่องเมืองลับแลหรือเรื่องภพซ้อนภพ มีจริงหรือไม่?

มีจริง ๆ ไม่ใช่อิงนิยาย  สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง เราอย่าไปคิดว่า  โลกเรานี้มีอยู่เท่าที่เราเห็น  ความจริงมีมิติที่ซ้อนกันอีกมาก  ในทางฟิสิกส์ยังพบมิติอีกหลายมิติ  ปกติที่เราคุ้นก็คือ ๓ มิติ กว้าง ยาว สูง แกน x, y, z แต่ไอน์สไตน์บอกว่ามีมิติที่ ๔ คือ มีเรื่องเวลาเข้ามาด้วย  เขาบอกว่า  หากมองในแง่ของเอกภพแล้ว การพูดแค่ ๓ มิติ กว้าง ยาว สูง ไม่มีความหมายอะไรเลย เช่น ถามว่า  ตอนนี้คุณหมูอยู่ที่ไหน  คุณหมูบอกว่า ผมอยู่ในจุดที่ห่างจากกำแพงด้านข้าง ๒ เมตร  ห่างจากกำแพงข้างหลัง ๑ เมตร  และห่างจากพื้นขึ้นมา ๒๐ เซนติเมตร เรารู้สึกว่าเรารู้เรื่อง  คือ รู้เรื่องเฉพาะในกรอบคือ ห้อง ๆ นี้  แต่ห้องนี้อยู่บนโลก ซึ่งโลก หมุนรอบตัวเองตลอดเวลา หมุนเร็วด้วย วันเดียวหมุนไป ๔๐,๐๐๐ กม.  เส้นรอบวงของโลกประมาณ ๔๐,๐๐๐ กม.  แสดงว่าใน ๑ ชั่วโมง  โลกจะต้องเคลื่อนที่เป็นระยะทางประมาณ ๑,๖๐๐ กม.  ซึ่งเร็วกว่าความเร็วเสียงอีก  แล้วโลกยังเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ในสุริยจักรวาล ส่วนสุริยจักรวาลก็เคลื่อนตัวอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือก  แล้วกาแล็กซีทางช้างเผือกยังมีการเคลื่อนตัวอยู่ในเอกภพนี้อีก

ดังนั้น   การบอกแต่เพียงว่า  คุณหมูอยู่ห่างจากกำแพงด้านข้าง ๒ เมตร ด้านหลัง ๑ เมตร  อยู่สูงจากพื้น ๒๐ เซนติเมตร ไม่มีความหมายอะไรเลย  จะต้องบอกว่า  ณ เวลาไหนด้วย  เพราะพอเวลาเคลื่อนไปอีกแค่เสี้ยววินาที  คุณหมูก็อยู่ห่างจากจุดเดิมไปอีกตั้งเป็นร้อย ๆ พัน ๆ เมตรแล้ว  ไอน์สไตน์จึงบอกว่าทุกอย่างมีเวลาเข้ามาเกี่ยวด้วย  นี่คือมิติที่ ๔  หลังจากนั้นนักฟิสิกส์ยังพบว่ามีมิติอื่น ๆ อยู่อีกมากมาย   ซึ่งเป็นมิติที่เราไม่เจอในภาวะปกติ

ที่เขาบอกว่าจักรวาลในเปลือกนัท  (The Universe in a Nutshell)  ก็คือ จากที่เล็ก ๆ   พอคลี่ออกมาเหมือนกับมีโลกที่กว้างใหญ่ซ่อนอยู่ภายใน  เป็นภพซ้อนภพอยู่  อย่าไปคิดว่าต้องมองเห็นถึงจะเชื่อ มองไม่เห็นไม่เชื่อเพราะแม้แต่ทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็ยังมีสิ่งที่เรามองไม่เห็นอีกมาก  และกว่าเราจะทำความเข้าใจได้ก็ไม่ใช่ของง่าย  ขึ้นอยู่กับทักษะการคิดวิเคราะห์จับประเด็นของแต่ละคนด้วย  เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มีอยู่ ถามว่ามันคืออะไร  มีอะไรอยู่ในนั้น เป็นคนอย่างเราหรือเปล่า  ตอบว่าไม่ใช่มนุษย์แบบเรา แต่เป็นชีวิตอีกแบบหนึ่ง  เป็นอดีตมนุษย์  เช่น  เป็นภุมเทวดา

เทวดามีหลายชั้น  สวรรค์มีอยู่ ๖ ชั้น   ชั้นที่อยู่ใกล้มนุษย์ที่สุดคือชั้นแรก  เรียกว่า  ชั้นจาตุมหาราชิกา ในชั้นนี้มีความหลากหลายมาก  มีทั้งเทวดาที่อยู่ในวิมาน   อยู่บนสวรรค์  ตัวสวรรค์เป็นวิมานโตใหญ่สว่างไสว  และยังมีที่อยู่ใกล้มนุษย์เข้ามาอีก  คือ  พวกอากาศเทวดาที่มีวิมานลอยอยู่ในอากาศสูงจากพื้นประมาณ ๑ โยชน์  แต่เรามองไม่เห็นเพราะเป็นของละเอียด  แล้วยังมีรุกขเทวดา  วิมานอยู่ในต้นไม้ เป็นภพซ้อนภพ  ต้นไม้ที่ลำต้นอาจจะแค่เส้นผ่าศูนย์กลางเมตรเดียว  วิมานอาจจะใหญ่เป็นสิบเป็นร้อยเมตรก็ได้  แล้วของใหญ่ ๆ ไปอยู่ในต้นไม้เล็ก ๆ ได้อย่างไร  มันเป็นของละเอียดซึ่งต่างจากของหยาบ ถ้าของหยาบ ของใหญ่ต้องอยู่ข้างนอก  ของเล็กอยู่ข้างใน  ถามว่าเป็นไปได้อย่างไร  ให้ลองเอากระจกไปส่องดูตึกโต ๆ วางมุมดี ๆ เราจะเห็นตึกหลังใหญ่อยู่ในกระจก  ภูเขาทั้งลูกยังอยู่ในกระจกได้เลย 

แล้วที่ใกล้มนุษย์เข้ามายิ่งกว่ารุกขเทวดาก็คือ  ภุมเทวดา  อยู่บนพื้นเหมือนกับเรา  อยู่ตามจอมปลวกบ้าง โขดหินบ้าง เนินดินบ้าง อยู่บนพื้นราบบ้าง  แล้วบางที่เขาอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน  พวกนี้บุญเขาน้อยกว่าเทวดาที่มีวิมาน  เลยไม่ได้มีวิมานใหญ่โตอย่างนั้น  แต่เป็นบ้านคล้าย ๆ มนุษย์  ส่วนที่ว่าเป็นเมืองลับแล   อะไรต่าง ๆ ก็ทำนองนี้  บางคนเข้าไปจังหวะเหมาะ ๆ ก็หลุดเข้าไปในมิตินั้นได้  หายแว็บเข้าไปอยู่ในนั้น แล้วเจอประสบการณ์มากมาย  เช่น  ทำไมบางคนเห็นผี  บางคนไม่เห็น  มันมีจังหวะของมันอยู่ จังหวะที่อารมณ์เหมาะ ๆ  ก็เห็นขึ้นมา  ในโลกยังมีสิ่งที่เราไม่รู้อีกมาก  ใครที่ถือว่าวิทยาศาสตร์คือสุดยอด  อะไรที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้  ฉันไม่เชื่อ   อย่าเพิ่ง ๆ ยังมีเรื่องที่เรายังไม่เข้าใจอีกมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรื่องที่เป็นอจินไตยยังมีอีกมาก  ให้เปิดใจศึกษา  รับรู้รับฟัง  แล้วเราจะเจออะไรดี ๆ อีกมากมาย

ในทางพระพุทธศาสนากล่าวถึงเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตนอกโลก เช่น มนุษย์ต่างดาว ไว้อย่างไร?

ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือเปล่า  มีจริงแน่นอน  พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ในจักรวาลหนึ่ง ซึ่งก็คือกาแล็กซีหนึ่ง  มีดวงดาวที่มีมนุษย์อยู่คล้าย ๆ โลกของเรา ๔ ดวง  โลกเราทั้งใบเรียกว่าชมพูทวีป มนุษย์มีใบหน้าเป็นรูปไข่  ชมพูทวีปไม่ใช่หมายถึงอินเดียเท่านั้น  แต่หมายถึงโลกทั้งโลก  และยังมีทวีปที่เรียกว่า  อุตตรกุรุทวีป  เป็นที่อยู่ของมนุษย์เหมือนเรา  แต่ตัวใหญ่กว่าเราหน่อย  โครงหน้าออกเป็นเชิงสี่เหลี่ยม  มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปมีอายุสม่ำเสมอ คือ ๑,๐๐๐ ปี  ผู้คนไม่เจ็บป่วย  ไม่แก่ อยู่จนครบ ๑,๐๐๐ ปี  ก็เสียชีวิตเหมือนนอนหลับไป  ตายแล้วไม่ต้องมีพิธีศพด้วย  แค่เอาผ้ามาห่อศพวางไว้  แล้วจะมีนกหัสดีลิงค์  ซึ่งมีศีรษะคล้าย ๆ ช้างมาโฉบไป  ที่นั่นจึงไม่มีหลุมฝังศพ  เวลาแม่คลอดลูกก็สบาย  ไม่เจ็บ ถึงเวลาก็คลอดปรื๊ดออกมา  ไม่ปวดเลย  เด็กเลี้ยงง่ายด้วย  เกิดมาไม่กี่วันโตแล้ว  เวลาหิวนม   ผู้ใหญ่ยื่นนิ้วมือให้ปุ๊บ เด็กดูดจุ๊บ ๆ  น้ำนมจากนิ้วมือผู้ใหญ่เข้าปากเลย  แล้วคนที่นี่ไม่ต้องทำมาหากิน   เพราะมีต้นกัลปพฤกษ์  อยากได้อะไรไปนึกเอา ข้าวสาลีก็ไม่มีเปลือก เกิดปุ๊บโตปั๊บ ไม่ต้องเสียเวลาหุงหาด้วย เพราะมีหินที่พอเอาข้าวสาลีมาวางจะมีความร้อนขึ้นมาจนข้าวสุก  และไม่ต้องหากับข้าว  เพราะข้าวอร่อย  มีโอชารส  มีสารอาหารครบครัน  คนทวีปนี้มีศีล ๕ ครบ  ไม่มีโจรขโมย  อยากได้อะไรก็นึกเอา เดี๋ยวมาเอง มีอะไรก็เอื้อเฟื้อแบ่งปันกัน  ผิวพรรณคนทวีปนี้มีรัศมีเรื่อ ๆ เรือง ๆ  ผู้หญิงทวีปนี้สวยมาก เป็นนางแก้ว สวยตลอดกาล  เกิดมาพอโตแล้วอยู่อย่างนั้น  ไม่เจ็บ  ไม่แก่  ไม่มีโรคอ้วน  ทุกอย่างพอดิบพอดี  ทำให้พระเจ้าจักรพรรดิหลาย ๆ องค์ไปเอามเหสีมาจากอุตตรกุรุทวีป  ให้เทวดาเอามาให้บ้าง  ไปด้วยจักรแก้วบ้าง

ส่วนมนุษย์ในปุพพวิเทหทวีปก็สวย  โครงหน้าออกงอน ๆ หน่อย  หน้าผากนูน  งอนขึ้นมานิด ๆ ออกเป็นเชิงสามเหลี่ยมหน่อย ๆ  ส่วนอมรโคยานทวีปหรืออปรโคยานทวีป   มนุษย์มีใบหน้าออกกลม ๆ อายุเฉลี่ยประมาณ ๕๐๐ ปี  แต่ชมพูทวีปหรือโลกที่เราอยู่นี้  มนุษย์มีอายุเฉลี่ยต่ำสุด ๑๐ ปี จนถึงอสงไขยปี  แล้วเป็นโลกที่มีทั้งคนดีสุด ๆ  ขนาดพระเจ้าจักรพรรดิหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  และคนที่แย่สุด ๆ ขนาดธรณีสูบ   มีครบทุกอย่างอยู่ในชมพูทวีป

เพราะฉะนั้นให้รู้ไว้ว่า  เฉพาะกาแล็กซีทางช้างเผือกยังมีดวงดาวที่มีมนุษย์อยู่คล้าย ๆ โลกเราอีก ๓ ดวง และยังมีดาวเคราะห์น้อยที่มีมนุษย์อยู่  เป็นดาวที่เล็กลงมาคล้าย ๆ  ดวงจันทร์อีก ๒,๐๐๐ ดวง  ไม่ใช่น้อย ๆ เลย  แต่เนื่องจากกาแล็กซีใหญ่มาก  ตอนนี้เทคโนโลยีอวกาศของมนุษย์จึงเดินทางไปได้แค่ดวงจันทร์ ดาวอังคาร  แต่จะไปถึงดาวเคราะห์ที่ไกลหน่อย  เช่น  ดาวพฤหัส  ดาวเสาร์  เริ่มยากขึ้นไปเรื่อย ๆ ยังไม่ต้องพูดถึงการเดินทางข้ามสุริยจักรวาล  เรายังเหมือนกับเป็นเด็กอนุบาลที่เพิ่งฝึกหัดในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล  ขอให้รู้เถิดว่ามนุษย์ต่างดาวมีแน่นอน  รอแค่เพียงว่า  เมื่อไรเทคโนโลยีของมนุษย์จะไปถึง  เราจะได้รู้เห็น  ซึ่งในช่วงชีวิตเราวิทยาศาสตร์คงก้าวไม่ทันจุดนั้นแน่ ๆ  แต่ถ้าใครอยากรู้มีวิธี  ให้นั่งสมาธิ ตั้งใจปฏิบัติธรรม  แล้วเราก็จะมีสิทธิ์ไปรู้ไปเห็นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้

คำว่าอจินไตยหมายถึงอะไร

อจินไตย  แปลว่า  เรื่องที่ไม่ควรคิด  เพราะเกินภูมิปัญญาของมนุษย์ที่จะใช้ความคิดปกติไปคิดได้  คิดแล้วจะมีส่วนแห่งความเป็นบ้า  การตั้งประเด็นปัญหา  รวบรวมข้อมูล  ทดลอง  วิจัย  สุดท้ายก็สรุป  ใช้ไม่ได้กับเรื่องอจินไตย

สิ่งที่เป็นอจินไตยมีทั้งหมด   เรื่องใหญ่ ๆ  คือ

๑. พุทธวิสัย คือ เรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ของพระพุทธเจ้า  เช่น  พระพุทธเจ้าทรงมีพระสัพพัญญุตญาณ ทรงรู้แจ้งโลก  มนุษย์เราทั่วไปเป็นคนมีปัญหา  เมื่อมีปัญหาแล้วไม่รู้คำตอบก็ต้องพยายามแสวงหาคำตอบ  กว่าจะได้คำตอบบางทีเป็นปี  บางทีเป็นสิบเป็นร้อยเป็นพันปี  หาทั้งชีวิตก็ไม่เจอ   แต่พระพุทธเจ้าไม่ใช่  สำหรับพระองค์คำตอบมีมากกว่าคำถาม  เวลามีใครถามปัญหา  ถามปุ๊บพระองค์ทรงตอบทันที ไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์วิจัย  เพราะทรงมีพระสัพพัญญุตญาณ  รู้แจ้งสรรพสิ่ง  ในเวลาเสี้ยววินาที  ทรงระลึกชาติของสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ล้านชีวิต  ล้านชาติ คือ  แต่ละคนรู้เป็นล้าน ๆ ชาติ  เรื่องนี้เราจะมาคิดด้วยเหตุผลธรรมดาไม่มีทางคิดออก  เพราะเป็นพุทธวิสัย 

๒. ฌานวิสัย  คือ  วิสัยของผู้มีฌาน  เช่น การเหาะได้  เราคิดออกไหม  ตามปกติต้องมีแรงโน้มถ่วง  ถ้าไม่มีเครื่องบิน  ไม่มีจรวด  แล้วเหาะไปได้อย่างไร  แต่ท่านเหาะไปแล้ว  หรือการหายตัวก็เหมือนกัน หายตัวไปได้อย่างไร  อยู่ ๆ  เดินทะลุกำแพงไปได้อย่างไร  คิดหาเหตุผลให้หัวแตกก็คิดไม่ออก  ท่านบอกว่า  อย่าไปคิด  คิดแล้วจะมีส่วนแห่งความเป็นบ้า  เป็นวิสัยของผู้มีฌานสมาบัติ  ไม่ต้องถึงขนาดพระพุทธเจ้าหรอก

๓. กรรมวิสัย  คือ  วิสัยของกฎแห่งกรรม  การให้ผลของกรรมซับซ้อนมาก  บางคนนึกว่าการทำกรรมดีเหมือนมีเงินฝาก  ทำกรรมชั่วเหมือนถอนเงินมาใช้  มีตัวแดงขึ้น  ถึงคราวหลับตาลาโลก  ก็เอาตัวดำตัวแดงมาเทียบกันดู  ถ้าตัวดำเยอะ  บุญมากกว่าบาปก็คงไปสวรรค์  ถ้าตัวแดงเยอะ บาปมากกว่าบุญก็คงไปนรก แต่ในความเป็นจริงการให้ผลของกรรมไม่ได้ง่ายอย่างนั้น  บางคนเคยทำบาปกรรมมามาก  แต่ก่อนตายมีพระมาโปรด  จิตก็เลยผ่องใสไปสวรรค์ก่อน   แต่บาปกรรมที่ทำไว้ก็ไม่ได้หายไปไหน   เมื่อไรผลบุญตรงนั้นหมด  จากเทวดาไม่ได้มาเกิดเป็นคนนะ  สามารถตกนรกได้เลย  เรื่องของกรรมมีความซับซ้อน  ทั้งกรรมดีกรรมชั่วอยู่ในใจของเรา  รอจังหวะแสดงผล

ถ้ากรรมชั่วแสดงผลก็เหมือนระเบิดเวลา ตูมขึ้นมาก็เกิดเหตุเภทภัย  บางทีถึงขั้นเสียชีวิต  บางคนทำดีมาตลอดทำไมอยู่ ๆ เกิดอุบัติเหตุตาย  หรือถูกลงโทษกลั่นแกล้งจนตาย  ทำไมทำดีไม่เห็นได้ดี  บางคนคิดอย่างนี้  สิ่งที่เขาเจอแม้ไม่สมควรแก่เหตุในปัจจุบัน  แต่สมควรแก่กรรมที่เขาเคยทำมาในอดีต  เพราะในอดีตเขาเคยทำกรรมไม่ดีเอาไว้  ถึงคราวพอระเบิดตูมเกิดเรื่องเลย  ถ้าเราจะไปคิดเรื่องกรรมแล้วละก็ เป็นบ้าเปล่า เพราะมันซับซ้อนมาก  จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ต้องตั้งใจนั่งสมาธิจนกระทั่งเกิดญาณทัสนะ แล้วไปดูตอนนั้นถึงจะเข้าใจ  ไม่ใช่รู้ด้วยจินตมยปัญญาหรือปัญญาจากความคิด  แต่เข้าใจด้วยภาวนามยปัญญา คือ   ปัญญาจากการทำสมาธิภาวนาที่เรียกว่ารู้แจ้ง  ถึงจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

๔. โลกวิสัย  คือ  เรื่องของโลก  เช่น  โลกนี้โลกหน้ามีไหม  นรกสวรรค์มีจริงหรือเปล่า เป็นต้น  คิดให้หัวแตกก็คิดไม่ออก  ถ้าอยากรู้ต้องนั่งสมาธิจนเกิดญาณทัสนะแล้วค่อยไปดู

ทั้งหมด ๔ หัวเรื่องใหญ่นี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรคิด  คิดแล้วจะมีส่วนแห่งความเป็นบ้า  ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมจนเกิดญาณทัสนะ  จึงจะไปรู้ไปเห็นได้ 

อีกนานไหมที่วิทยาศาสตร์จะก้าวตามทันพุทธศาสตร์?

พุทธศาสตร์  คือ  เรื่องที่ว่าด้วยความจริงของโลกและชีวิตทั้งหมด  ถามว่าเมื่อไรวิทยาศาสตร์จะทันพุทธศาสตร์  ก็ต้องบอกว่า  เมื่อวิทยาศาสตร์สามารถรู้ทุกอย่างโดยไม่เหลือข้อคลางแคลงใด ๆ อีกเลย  ซึ่งคงอีกนานมาก ๆ และความจริงก็คือ  วิทยาศาสตร์พยายามศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยความคิด  ด้วยเหตุผล ด้วยจินตมยปัญญา  หรือปัญญาขั้นที่สอง  (ปัญญาขั้นแรกเกิดจากการฟัง  เรียกว่าสุตมยปัญญา)  ซึ่งไม่มีทางที่จะรู้แจ้งสรรพสิ่งได้  แต่ปัญญาขั้นที่สามหรือภาวนามยปัญญา  คือปัญญาที่เกิดจากการทำสมาธิภาวนาจะสามารถรู้แจ้งสรรพสิ่งได้

สรุปได้ว่าเมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น  เราจะเข้าใจโลกและชีวิตมากขึ้น  และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะพิสูจน์ว่า  สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์ไม่มีวันทันพุทธศาสตร์โดยบริบูรณ์ได้เลย  ได้แค่เข้าใกล้มากขึ้นกว่าเก่าเท่านั้นเอง

Cr. พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ
ความลึกลับ : สิ่งที่วิทยาศาสตร์คาดไม่ถึง ความลึกลับ : สิ่งที่วิทยาศาสตร์คาดไม่ถึง Reviewed by สำนัก สื่อธรรมะ on 19:44 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.