ช่วยผู้ตาย..ขึ้นมาจากนรก


ลุงสายัณห์ ศรีธนชัย เล่าให้ฟังว่า ตอนแม่ของลุงตาย ลุงเสียใจมาก เพราะคิดไม่ถึงว่าแม่จะตายจากไปเร็วขนาดนี้ อีกทั้งยังคิดว่า ถ้าแม่หายป่วยแล้ว จะรับแม่จาก จ.ชัยนาท มาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ

ด้วยความเสียใจที่แม่ด่วนจากไปตรงนี้เอง จึงทำให้ลุงเที่ยวพยายามเสาะแสวงหาถามพรรคพวกเพื่อนฝูงด้วยกันว่า มีพระที่ไหนบ้างที่สามารถนั่งทางในไปดู หรือตรวจได้ว่า คนที่ตายไปแล้ว..ไปอยู่ที่ไหน จนกระทั่งลุงได้มาเจอเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า มีหลวงพ่อรูปหนึ่ง อยู่วัดปากน้ำ ท่านเก่งมาก เพราะท่านรู้หมดว่า..ใครตายแล้วไปอยู่ที่ไหน..!!

จากนั้นลุงก็ไม่รอช้า รีบหาทางไปวัดปากน้ำ แล้วก็เข้าไปกราบหลวงปู่โดยบอกท่านว่า.. “หลวงพ่อครับ..ผมเป็นห่วงแม่มาก แม่ผมตายแล้วไปอยู่ที่ไหนครับ?” จากนั้นหลวงปู่ก็สั่งแม่ชีชั้นว่า “เอ้า..ตรวจให้เค้าหน่อยสิ” จากนั้นแม่ชีก็นั่งสมาธิเข้าที่ไม่ถึง 5 นาที แล้วตอบว่า “แม่..จะต้องไปนรก แต่ยังไม่ลงนรก เพราะรอการตัดสินอยู่ เพราะกรรมจากชาติหนึ่งได้มาส่งผล คือ ในอดีตชาติ แม่ของลุงสายัณห์ คั้นกะทิใส่กระทะวางไว้กับพื้น เพื่อเอาไว้ทำกับข้าว แต่อยู่ ๆ มีไก่ที่เลี้ยงไว้ในบ้าน เดินเข้ามาเหยียบ ทำให้กะทิหกหมด แม่ของลุงสายัณห์ก็เลยโมโห ขว้างไม้ไปถูกขาของไก่อย่ แรง จนมันบาดเจ็บขาบวมมาก ทรมานอยู่หลายวัน จนกระทั่งตาย...”

ซึ่งพอลุงสายัณห์ได้ฟังดังนั้น..ก็ทึ่ง !! เพราะแม่ของลุงตาย เนื่องจากเป็นมะเร็งที่ขา หนำซ้ำขายังมีอาการปวดบวมทรมานมาก ซึ่งเหมือนกับไก่ที่ได้รับความทรมานก่อนตาย ทั้ง ๆ ที่ลุงสายัณห์ก็ไม่เคยเล่าเรื่องอาการขาบวมอย่างทรมานของแม่ให้หลวงปู่วัดปากน้ำ หรือแม่ชีชั้นฟังมาก่อนเลย

และด้วยความทึ่งผสมความตกใจนี้เอง ลุงสายัณห์จึงรีบเรียนถามหลวงปู่ทันทีว่า “แล้วกระผมจะช่วยท่านได้อย่างไรครับ ?”  ซึ่งหลวงปู่ก็บอกว่า “ต้องเอาบุญไปให้” จากนั้นลุงสายัณห์จึงรีบเอาเงินไปทำบุญสร้างโรงเรียนปริยัติและทำบุญถวายสังฆทานเพื่อ อุทิศให้แม่ จากนั้นหลวงปู่ท่านก็ให้แม่ชีเอาบุญไปให้ เพื่อทำการเปลี่ยนภพภูมิ จนพ้นจากนรก และพากายละเอียดของแม่ลุงสายัณห์ไปอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์...

Cr. ร. ลิ่วเฉลิมวงศ์ สำนักสื่อธรรมะ

ตกนรก..ขึ้นสวรรค์
      
รู้ความประพฤติลูกศิษย์..ด้วยญาณทัสสนะ
                                                 





คลิกอ่านบทความแต่ละตอนของอานุภาพหลวงปู่ยุคต้นวิชชา
ช่วยผู้ตาย..ขึ้นมาจากนรก ช่วยผู้ตาย..ขึ้นมาจากนรก Reviewed by สำนัก สื่อธรรมะ on 03:57 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.