“สัมมาอะระหัง” สติแจ่มใส ดวงใจแจ่มแจ้ง แข็งแรง รุ่งเรือง


สติทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าขาดสติ เรื่องเล็กก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะหากขาดสติ ปัญญาซึ่งเป็นแสงสว่างในการดำเนินชีวิตก็ไม่เกิด เมื่อดำเนินชีวิตโดยปราศจากปัญญาย่อมนำมาซึ่งปัญหามากมาย เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ การที่ใครจะเป็นคนมีสติมั่นคง เขาต้องหมั่นฝึกสติให้ตั้งมั่น เมื่อสติตั้งมั่น สมาธิก็นิ่งแน่น ปัญญาก็แจ่มใส ซึ่งวิธีง่าย ๆ ในการฝึกสติก็คือ การหมั่นภาวนา สัมมาอะระหังให้ต่อเนื่องตลอดเวลา สติมา ปัญญามี สิ่งดี ๆ ก็บังเกิด สิ่งมิดีมิร้ายก็สูญสลายหายไป ดังตัวอย่าง...



คุณโสภา ตาเลอะ
เฉียดตาย เดียวดาย สัมมาอะระหังช่วยได้

ครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๕ เราได้กลับเมืองไทยมาทำบุญกฐินที่วัดใกล้บ้าน ก่อนกลับฮอลแลนด์เกิดป่วยกะทันหัน โดยไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไร ทำให้ระบบไตที่เคยป่วยมาแล้วไม่ทำงาน แต่เราก็ต้องอดทน เพราะถึงอย่างไรก็ต้องกลับประเทศฮอลแลนด์ให้ได้ เพราะว่ามีหมอประจำอยู่ที่นั่น จึงขึ้นเครื่องบินไปทั้ง ๆ ที่ยังป่วย แต่ไม่ได้บอกอาการให้สายการบินรู้เพราะกลัวไม่ได้กลับ

ตอนนั้นท้องเราใหญ่มาก เรานั่งภาวนา สัมมาอะระหังตลอดทาง จนไปถึงสนามบินก็นั่งรถกลับบ้านพร้อมกับ สัมมาอะระหัง” ไปเรื่อย ๆ ทำใจให้ว่าง ๆ เหมือนตัวเองไม่เจ็บไม่ป่วย

พอไปถึงบ้านอาการก็ยังไม่ดีขึ้น จึงไปเข้าโรงพยาบาลในวันเสาร์ หมอก็ยังไม่รักษาอยู่จนถึงวันอาทิตย์หมอก็ยังไม่ทำอะไร ได้แต่ให้นอนอยู่เฉย ๆ เรารู้สึกเพลียมาก นอนไปก็คิดไปว่า ญาติเราก็ไม่มี นอนอยู่ที่โรงพยาบาลอย่างโดดเดี่ยว ถ้าเราตายที่นี่ก็คงตายเหมือนหมาตัวหนึ่ง

ที่คิดอย่างนี้เพราะเรานับถือศาสนาพุทธแล้วไปอยู่ในดินแดนที่ไม่ใช่ดินแดนพุทธ ไม่เคยเห็นพระ ไม่เคยได้ทำบุญอย่างที่อยากทำเลย เสร็จแล้วก็เริ่มนึกถึงบุญที่เคยทำ ถ้าจะตายคราวนี้ก็ขอให้ไปกับพระพุทธเจ้าแล้วกัน เพราะเราไม่สามารถเอาพี่น้องมาอยู่ตรงนี้ได้ จึงนอนภาวนา สัมมาอะระหังอย่างเดียว

จนถึงวันจันทร์อาการติดเชื้อในไตเริ่มเข้าไปในสายเลือด ไข้สูงมาก ชักกระตุก หนาวแต่หมอมองว่า เราไม่ป่วยมาก เราก็แปลกใจทำไมหมอมองว่า เราไม่ป่วยหนัก จึงบอกหมอไปว่า หมอคะ ทนไม่ไหวแล้ว ทั้งตัวนี่หนาวและแข็งไปหมดแล้วเราก็อธิษฐานว่า ขอให้เราเจอหมอดียาดีด้วยเถิดไม่นานเขาเปลี่ยนหมอเลย หมอที่รักษาเป็นประจำมีงานยุ่งมากก็เลยเปลี่ยนหมอใหม่

พอหมอคนใหม่เข้ามาดูอาการปุ๊บ เขาสั่งเข้าห้องเจาะไตทันที โดยฉีดยาชาเข้าไปตรงสันหลังเข็มหนึ่ง แล้วมีพยาบาลจับมือ กดเท้าไว้ไม่ให้เราดิ้น เสร็จแล้วหมอก็ใช้กล้องส่องและเจาะไตเข้าไป ให้ปัสสาวะไหลออกมา เราก็ สัมมาอะระหังพร้อมทั้งขอแบ่งบุญทุกบุญให้หมอ และ สัมมาอะระหังไปเรื่อย ๆ คิดว่าถ้าจะตายก็ตายพร้อมกับองค์พระ

หลังจากนั้นเราไม่รู้สึกตัวเลย แต่คนอื่นบอกว่า เธอเพ้อตลอดเลย แต่ไม่มีใครฟังเธอรู้เรื่องเขาไม่รู้เรื่องหรอกเพราะว่าเราภาวนา สัมมาอะระหังจิตใต้สำนึกของเราบอกตัวเองตลอดว่าเราจะต้อง สัมมาอะระหังอย่างเดียว

หลังจากฟื้นขึ้นมา เราก็มีอาการปกติเหมือนคนไม่เป็นอะไร ตื่นขึ้นมาครั้งแรกบอกพยาบาลว่า ฉันหิวข้าวพยาบาลบอกว่า คุณป่วยหนัก ตอนนี้อย่าเพิ่งกินเยอะเลยที่หิวมากเพราะว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ ๓ วัน เราไม่ได้กินข้าวเลย ดื่มแต่น้ำ และน้ำก็ไม่ออกจากตัว พอไปถึงที่โน่นอีก ๒ วัน ก็ไม่ได้กินข้าว แต่พอเชื้อโรคออกจากร่างกายไปแล้ว เรามีอาการหิวทันที เขาก็ให้กินขนมปัง ๒ แผ่น แล้วเราก็หลับไป พอตื่นเช้าขึ้นมาก็เดินได้ตามปกติแข็งแรงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสร็จแล้วก็กลับมานอนพักฟื้นที่บ้าน หมอนัดอีกเดือนครึ่ง

กลับมาบ้านไม่นานอยู่ ๆ ไตอีกข้างหนึ่งไม่ทำงาน ไข้ขึ้นอีก ส่งโรงพยาบาลอีก ตอนนั้นหมอไม่ได้ฉีดยาชาแล้วค่ะ เจาะอย่างนั้นเลยไม่มียาชาให้ เราร้องสุดเสียงเลยตอนที่เขาเจาะลงไป จากที่ว่า สัมมาอะระหังแน่นแล้วนะ พอถึงเวลานั้น สัมมาอะระหังหลุดไปเลยเพราะว่ามันเจ็บมาก เจ็บจนเกินเจ็บ หมดแรงเลย

แล้วชีวิตที่อยู่เมืองนอกคนเดียวไม่มีญาติตอนนั้นเราคิดว่า ตนเป็นที่พึ่งของตนไม่มีใครช่วยเราได้ ต้องหาอาหารกินเองทั้ง ๆ ที่สายยางติดขา ๒ ข้าง กลางคืนก็ต้องต่อสายให้มันยาวออกไปทั้ง ๒ ข้าง ต้องดื่มน้ำให้ได้วันละ ๔-๕ ลิตร เสร็จแล้วเราก็นอนภาวนา สัมมาอะระหังอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีเบื่อ

ทุกวันนี้เวลาทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานเราจะพูดแต่เรื่องธรรมะ มีบางครั้งที่พูดถึงคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง เราก็พยายามเตือนตัวเองว่า อย่าพูด ๆ เดี๋ยวบาปเราเตือนสติตัวเองอย่างนี้ตลอด ถ้าคนไหนที่เราไปบอกบุญแล้วเขาพูดมาแรง ๆ เราจะเงียบไม่โต้ตอบอะไรเลยเพราะเรารู้แล้วว่าบุญ-บาปคืออะไร

คำโบราณที่ว่า ยังไม่เห็นโลงศพ ยังไม่หลั่งน้ำตาใช้ได้จริง ๆ กับทุกคน ขอให้เป็นคติสอนใจทุกคนว่า ถ้าหากไปอยู่ต่างแดนแล้วมัวแต่ไปหลงอยู่กับกิเลส ไม่เอาธรรมะเป็นที่พึ่ง หากเกิดอะไรขึ้นแล้วเราจะไม่แข็งแกร่งและไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับสิ่งพวกนี้ได้ ดังนั้นเราต้องยึดธรรมะเป็นที่พึ่ง ธรรมะที่สำคัญคือการปฏิบัติธรรม ซึ่งการปฏิบัติที่ง่ายที่สุดก็คือการนึกถึงบุญ นึกถึงองค์พระ แล้วหมั่นภาวนา สัมมาอะระหังให้เป็นนิสัย



คุณกนธี นิธิพรเดชะ
เปลี่ยนเด็กเกรียนเป็นเด็กเรียน

เมื่อก่อนผมเป็นคนใจร้อนมาก ในบรรดาพี่น้อง ๖ คน ผมเป็นคนที่ใจร้อนวู่วามมากที่สุด ผมได้ไปเรียนหนังสือที่ภูเก็ต ก่อนจะเรียนจบก็มีปัญหาชกต่อยกับพี่ชาย จนโดนพี่ชายไล่ออกจากบ้าน ผมเลยไปอยู่กับเพื่อนที่ติดยาคลุกคลีอยู่กับพวกที่ติดยาเสพติดจนชีวิตผมเหลวแหลกมาก

โรงเรียนที่ผมเรียน คือ โรงเรียนสตรีภูเก็ตครับ เป็นโรงเรียนหนึ่งที่มีนักเรียนเก่งเยอะที่สุด แต่ผมเป็นนักเรียนที่ติดศูนย์มากที่สุด ไม่เอาไหนเลยครับ คล้อยตามเพื่อนในทางที่ไม่ดีหมดเลย จนวันหนึ่งผมเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย นิสัยก็ยังเหมือนเดิมครับ ติดเพื่อน ชอบไปเที่ยวกับเพื่อน ไปกินเหล้ากัน

วันหนึ่งผมได้รู้จักกับชมรมพุทธฯ จากเพื่อนคนหนึ่งที่หอพัก เขาชอบเอาบุญมาฝากเพื่อนอีกคนหนึ่ง แต่ไม่เคยมาฝากผมนะครับ เพื่อนคนนั้นเขาไม่สนใจผม แต่ผมเริ่มสนใจเลยบอกเพื่อนว่า ขอไปชมรมฯ บ้างได้ไหมเขาก็พาไปครับ

ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไปสวดมนต์ ทำกิจกรรมกับพี่ ๆ ทุกวัน พวกพี่ ๆ เป็นกัลยาณมิตรให้จนผมได้เป็นคณะกรรมการชมรมฯ

แล้ววันหนึ่งผมก็ได้ไปสัมมนาชมรมฯ ที่ ชพส. ได้เจอกับหลวงพี่ปรเมษฐ์ หลวงพี่สอนให้ภาวนา สัมมาอะระหังวันละ ๕๐๐ ครั้ง ตอนนั้นผมไม่คิดอะไร ลองภาวนามาเรื่อย ๆ จนชีวิตผมจากที่เคยเรียนได้เกรดเฉลี่ย ๒ ต้น ๆ เมื่อพยายามภาวนาทุกวัน พอจบเทอม ๒ เกรดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น ๓.๐๐ และจากที่เคยเป็นเด็กใจร้อนมาก เข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยยังไม่ถึงเดือน เพื่อนมาแกล้ง ผมคิดว่าเพื่อนมาหาเรื่องจึงลากไม้หน้าสามไปถามว่ามีปัญหาอะไร ผมอารมณ์ร้อนมากครับ มีปัญหาเยอะมาก ไม่ว่าเพื่อนจะโดนใครชกต่อยมา ผมก็นำหน้าไปเอาคืนตลอด

จากที่ผม สัมมาอะระหังชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไป ผมมีสติมากขึ้น คิดอะไรได้มากขึ้นจากที่เป็นเด็กอารมณ์ร้อน ตอนนี้ไม่ว่าใครทำอะไรผมก็เฉย ๆ ตามสบายครับ ผมเปลี่ยนไปจริง ๆ จากการภาวนา สัมมาอะระหังและผลการเรียนก็ดีขึ้น ได้เกรด ๓.๐๐ มาตลอดและได้งานเป็นคนแรกของเมเจอร์เลยครับได้ทำงานที่โรงงานน้ำตาลมิตรผล เขาให้ทุนเล่าเรียน ๑๒๐,๐๐๐ บาท จ่ายค่าเล่าเรียนให้หมดเลย และผมยังเป็นเด็กในโครงการของคูโบต้าด้วย เขาคัดเด็กจากทั่วประเทศ ๒,๐๐๐ คน ให้เหลือ ๑๐๐ คน ผมก็ติดหนึ่งในนั้นที่ได้เข้าไปดูงานกับคูโบต้าครับ

ผมคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้มาจากความสามารถของตัวผมเป็นหลักหรอกครับ แต่มาจากผลของการภาวนา สัมมาอะระหัง” ทำให้ผมได้อะไรที่แตกต่างจากคนอื่น ตอนนี้ครอบครัวของผมก็ไม่ค่อยเป็นห่วงผมแล้วครับ เขารู้สึกว่าผมโตขึ้นมาก จากที่เป็นเด็กวู่วามจะมอบหมายอะไรให้ทำก็ไม่มั่นใจ แต่เดี๋ยวนี้ผมจะทำอะไรเขาก็สนับสนุนตลอดเลยครับ

เหตุดี เหตุร้าย หรือความดี ความร้ายของชีวิต แท้แล้วไม่ได้เกิดขึ้นจากอำนาจอื่นใดมากระทำ ล้วนมีเหตุจากอำนาจแห่งกรรมหรือการกระทำของตัวเราเองเป็นพื้นฐาน ดังนั้นวิธีแก้ไขกลับร้ายให้กลายเป็นดี คือการหมั่นประคองสติให้ยึดมั่นอยู่ในบุญ วางใจให้ถูกฐาน กระทำการให้ถูกทาง ทำใจนิ่ง ๆ ว่าง ๆ วางไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แล้วภาวนา      สัมมาอะระหังเรื่อยไป เมื่อสติแจ่มใส ดวงใจแจ่มแจ้ง ชีวิตที่อับเฉาก็แช่มชื่นเหมือนลืมตาตื่นขึ้นเต็มตา  

Cr. พระปลัดบริบูรณ์ ธมฺมวิชฺโช
วารสารอยู่ในบุญ ฉบับที่๑๖๘ เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙

ภาวนา “สัมมาอะระหัง” งานเข้า






คลิกอ่านอานุภาพสัมมาอะระหังของวารสารอยู่ในบุญ ปี ๒๕๕๙ ตามลิงก์ด้านล่างนี้
“สัมมาอะระหัง” สติแจ่มใส ดวงใจแจ่มแจ้ง แข็งแรง รุ่งเรือง “สัมมาอะระหัง” สติแจ่มใส ดวงใจแจ่มแจ้ง แข็งแรง รุ่งเรือง Reviewed by สำนัก สื่อธรรมะ on 23:15 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.