ศึกษาหลักฐานพุทธศิลป์...ย้อนแดนดิน ถิ่นอารยธรรม


ณ  ริมฝั่งแม่น้ำภีมะ ห่างจากหมู่บ้าน  Sannati  ไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๓ กิโลเมตร  ในเขตรัฐกรณาฏกะ ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย  องค์การสำรวจโบราณคดีอินเดีย หรือ  ASI (Archaeological Survey of India) ได้ขุดค้นพบแหล่งโบราณคดี กนคนหลฺลิ (Kanaganahalli) ที่เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาสมัยราชวงศ์ศาตวาหนะ  Dr. Christian  Luczanits  นักประวัติศาสตร์ศิลป์ ระบุว่ามีอายุในช่วงราว ๑๐๐ ปี ก่อนคริสต์ศักราชถึงคริสต์ศักราชที่  ๓๐๐  ถือเป็นหลักฐานโบราณสถานที่สำคัญอย่างยิ่งแห่งหนึ่งของพระพุทธศาสนายุคต้นในประเทศอินเดีย  การขุดค้นพบคลังจารึกที่พระมหาสถูปเผยให้เห็นประติมากรรมอันงดงาม  แสดงถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนายุคต้นในประเทศอินเดีย  เป็นหลักฐานใหม่ที่กระตุ้นนักวิชาการสาขาวิชาบาลีและพุทธศาสนศึกษาให้กลับมาทบทวนทฤษฎีต่าง ๆ ที่เคยเชื่อถือกันมานาน


และเมื่อวันที่  ๑๗ กรกฎาคม ที่ผ่านมา โครงการพระไตรปิฎกฉบับวิชาการได้มีโอกาสต้อนรับ Prof. Oskar von Hinüber ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาบาลีและปรากฤต ที่ให้เกียรติเดินทางมาบรรยายในหัวข้อเรื่อง “Buddhist  Text  and  Images  New  Evidence from   Kanaganahalli” (คัมภีร์พระพุทธศาสนาและพระพุทธรูป : หลักฐานใหม่จากกนคนหลฺลิ) ณ ห้อง SPD18  สภาธรรมกายสากล





Prof. Oskar von Hinüber  กล่าวถึงภาพรวมการค้นคว้าอ้างอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า เราจะเข้าใจเรื่องราวของหลักฐานใหม่ที่ค้นพบได้นั้น ต้องโยงกลับไปที่ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดียยุคโบราณก่อน เราจะเห็นได้ว่าอินเดียซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนา เป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองมาหลายร้อยปี  แต่เมื่อเวลาผ่านไปอิทธิพลทั้งจากภายนอกและภายในทำให้พระพุทธศาสนาสูญหายไปจากแดนกำเนิด  แต่สิ่งที่ยังหลงเหลือ คือ ศาสนสถานและศาสนวัตถุที่บอกเล่าเรื่องความรุ่งเรืองแห่งพระธรรมคำสอนในอดีตได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้หลักฐานบางชิ้นก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมเกินกว่าจะสามารถนำมาศึกษาได้  บางชิ้นอยู่ในสภาพชำรุดเพียงบางส่วนที่ผู้เชี่ยวชาญพยายามนำมาปะติดปะต่อถอดความ ในกรณีเช่นนี้มีหลายครั้งที่การถอดความในครั้งแรกอาจมีเนื้อความที่ดูเหมือนถูกต้อง  แต่ต่อมาเมื่อมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมโดยนำหลักฐานจากแหล่งอื่นมาเทียบเคียง จึงได้เนื้อความที่ถูกต้องสมบูรณ์ในภายหลัง  จึงเห็นได้ว่าสิ่งที่เคยมีการศึกษามาแล้วควรนำมาศึกษาซ้ำอีกเพื่อความถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น แต่หลักฐานบางแหล่งก็ถูกเก็บรักษาอย่างดีจึงอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และสามารถบอกเล่าเรื่องราวในตัวเองได้อย่างกระจ่างชัด  อาทิเช่น  ภาพสลักหินจากสถูปภารหุตซึ่งอยู่ค่อนไปทางทิศเหนือของอินเดีย


ภาพบน  คือจารึก  Kesanapalli  มีอักษร ๒-๓ ตัวที่คลุมเครือ  ทำให้การตีความในครั้งแรกยังคลาดเคลื่อน ต่อมาเมื่อนักวิชาการมาศึกษาเพิ่มเติมในภายหลังจึงได้ข้อความที่ครบถ้วนสมบูรณ์  ในขณะที่ ภาพล่าง  เป็นภาพสลักหินจากสถูปภารหุต  แสดงเรื่องราวท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างพระเชตวันมหาวิหารถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ด้านล่างปรากฏอักษรพราหมีจารึกอย่างชัดเจนว่า เชตวน อานาธปิฑโก  เทติ  โกฎีสํถเตน  เกตาภาพนี้มีเนื้อหาครบถ้วนและอยู่ในสภาพที่ชัดเจนสมบูรณ์  ทั้งยังเป็นเรื่องราวในพระพุทธศาสนาที่รู้จักกันอย่างดี  การตีความจึงทำได้ง่าย


สำหรับมหาสถูปอายุเก่าแก่กว่า ๒,๐๐๐ ปี ที่ค้นพบแถบหมู่บ้านกนคนหลฺลินั้น  ปรากฏเรื่องราวพุทธประวัติชาดกและพระพุทธรูปมากมาย  แม้สภาพบางส่วนจะเป็นซากปรักหักพัง  แต่การค้นพบจารึกอักษรพราหมีและส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรมและศิลปะ ณ  แหล่งโบราณคดีนี้  ก็มีนัยสำคัญที่เปิดโลกทัศน์การค้นคว้าวิจัยภาษาศาสตร์  โบราณคดี  และสะท้อนรูปแบบการเมือง เศรษฐกิจ กรอบวัฒนธรรม รวมทั้งความคิดของผู้คนในยุคพระพุทธศาสนาตอนต้น ที่แสดงออกเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ณ ที่แห่งนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจ มีประเด็นใหม่ ๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการเองก็ยังหาข้อสรุปชี้ชัดไม่ได้ เพียงลงความเห็นและความเป็นไปได้อ้างอิงตามหลักวิชาการไว้เพื่อการศึกษาต่อในอนาคต  อาทิเช่น  องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของพระมหาสถูปจารึกคำว่า  ปุผคหนิ  (Puphagahani) กลายเป็นคำนิยามใหม่ทางโบราณคดี  ซึ่งยังไม่สามารถระบุชี้ชัดว่า ปุผคหนินั้นหมายถึงอะไร  มีความสำคัญอย่างไรในด้านสถาปัตยกรรม  แม้นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจะนำไปเทียบเคียงกับคำว่า ปุปฺผาธานในคัมภีร์มหาวังสะ  ก็ยังตีความออกได้เป็นสองนัย คือ  หมายถึงดอกไม้ที่ใช้ประดับตกแต่ง  หรือภาชนะสำหรับใส่ดอกไม้บูชา ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัด

บนปุผคหนิปรากฏจารึกอ่านได้ว่า
"มนิกา รส มหามริตโน
สภาริยส สปุตกส สทุหุตกส
สชามาตุกส ทาน เจติยปุผคหนิ"
เมื่อสันนิษฐานจากขนาดของพระสถูปแล้วคาดว่าน่าจะมีประมาณ ๑๐๐ ปุผคหนิ  แต่ยังไม่สามารถสรุปจำนวนที่แน่นอนได้  แม้จะพบจารึกบนปุผคหนิที่มีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่  ทสหิ, วิสยิ  และปนาส ซึ่งแปลว่า ๑๐, ๒๐ และ ๕๐ ตามลำดับ  แต่ไม่มีข้อมูลอธิบายความหมายของตัวเลขเหล่านี้อย่างชัดเจน จึงตีความได้แตกต่างกันออกไป  บ้างสันนิษฐานว่าอาจหมายถึงจำนวนเงินที่ผู้บริจาคถวาย  บ้างสันนิษฐานว่าอาจเป็นเลขลำดับบอกตำแหน่งของปุผคหนิ ทุก ๆ ช่วง ๑๐  ปุผคหนิก็เป็นได้






จุดที่น่าสนใจคือข้อความจารึกที่พบ ณ มหาสถูปแห่งนี้ระบุรายละเอียดผู้บริจาคและจุดประสงค์ของการถวายสิ่งก่อสร้างอยู่ด้วย  ทำให้ทราบว่านอกจากผู้บริจาคเป็นชาวเมืองในเขตศาตวาหนะแล้ว  ยังปรากฏรายนามผู้มีจิตศรัทธาจากเมืองอมราวดีด้วย จึงน่าคิดวิเคราะห์ว่า  เหตุใดจึงมีผู้เลื่อมใสจากเมืองอมราวดีมาร่วมสร้างมหาสถูปแห่งกนคนหลฺลิด้วย  ทั้งที่เมืองอมราวดีมีสถูปใหญ่อยู่แล้ว  ซึ่งอาจสันนิษฐานได้ว่า มหาสถูปที่สร้างในเวลานั้นต้องมีความสำคัญไม่น้อย  พุทธศาสนิกชนไม่ว่าอยู่แห่งหนตำบลใดจึงต่างเดินทางมายังหมู่บ้านกนคนหลฺลิเพื่อร่วมก่อสร้าง  ด้วยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีส่วนในการสถาปนามหาสถูปที่มีความสำคัญเช่นนี้


การบรรยายของ Prof. Oskar von Hinüber  ตลอด ๒ ชั่วโมง ครอบคลุมประเด็นอื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นประโยชน์ทั้งในด้านประวัติศาสตร์  อักษรศาสตร์  โบราณคดี และด้านอื่น ๆ  แต่นอกเหนือจากความรู้ทางวิชาการแล้ว ทำให้เกิดความตระหนักว่า มหาสถูปที่ครั้งหนึ่งเคยตระหง่านตระการตา คลาคล่ำไปด้วยพุทธศาสนิกชน  มาบัดนี้หลงเหลือเพียงซากแห่งความทรงจำในอดีตที่เคยรุ่งเรือง  รอเวลาให้คนรุ่นหลังย้อนกลับไปศึกษาเพื่อกระตุ้นเตือนให้หันมามองดูว่า  สิ่งที่เราทำอย่างเต็มที่ในวันนี้  เมื่อเวลาผ่านไปก็จะกลายเป็นภาพสะท้อนอดีตให้คนรุ่นหลังมาศึกษาต่อไปด้วยความชื่นชม





ขอขอบคุณภาพประกอบจาก  Dr. Christian  Luczanits  ที่เอื้อเฟื้อให้ใช้เพื่อการศึกษา


Cr. Tipitaka (DTP)
วารสารอยู่ในบุญ  ฉบับที่  ๑๕๖  เดือนตุลาคม  พ.ศ. ๒๕๕๘

ศึกษาหลักฐานพุทธศิลป์...ย้อนแดนดิน ถิ่นอารยธรรม ศึกษาหลักฐานพุทธศิลป์...ย้อนแดนดิน  ถิ่นอารยธรรม Reviewed by สำนัก สื่อธรรมะ on 20:18 Rating: 5

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.